คณะผู้แทนจากองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ประจำประเทศไทย พร้อมด้วยผู้บริหารจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เดินทางไปยังสาธารณรัฐเยอรมนีเพื่อเรียนรู้แนวทางปฏิบัติที่ดีด้านการบริหารทางการเงินเพื่อความยั่งยืนตามหลักด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environment, Social and Governance) หรือ ESG รวมทั้งนวัตกรรมการเงินสีเขียวรูปแบบใหม่ ๆ ที่มีความสำคัญกับการวางยุทธศาสตร์และการปฏิบัติงานขององค์กร เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรรายย่อยสามารถเข้าถึงสินเชื่อรูปแบบใหม่ ๆ ที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคเกษตรและรับมือผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
ผู้เชี่ยวชาญทางการเงินเยอรมันต่างเน้นย้ำความสำคัญของประเมินความเสี่ยงด้าน ESG และความจำเป็นที่สถาบันการเงินเพื่อการเกษตรควรนำแนวทางเหล่านี้มาประยุกต์ใช้ เพื่อวางยุทธศาสตร์ นโยบาย การบริหารและการปฏิบัติงาน เป้าหมายหลักคือทำให้ลูกค้าเกษตรกรรายย่อยสามารถเข้าถึงสินเชื่อสีเขียว และแพ็คเกจความช่วยเหลือทางการเงินอื่น ๆ สำหรับเตรียมความพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างมีประสิทธิภาพ
ปัจจุบันการประเมินความเสี่ยงตามหลักการ ESG เป็นแก่นหลักของหลายธุรกิจและองค์กร รวมทั้งสถาบันการเงินในแต่ละประเทศเนื่องจาก ความคาดหวังของผู้บริโภคที่มากขึ้น และกฎระเบียบต่าง ๆ ในปัจจุบัน ทำให้การประเมินความเสี่ยง ESG เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคและนักลงทุน
แนวทางการทำงานสำคัญหลัก ๆ ได้แก่การประเมินความเสี่ยง ESG เพื่อการจัดการพอร์ตสินเชื่อรวมถึงกระบวนการให้สินเชื่อ การออกพันธบัตรรัฐบาลที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง และการเงินเพื่อความยั่งยืนที่ขยายตัวขึ้น ทั้งหมดนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงและการตื่นตัวของสถาบันการเงินที่ต่างที่นำบริบทความยั่งยืนไปเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์หลักทางในการจัดการ และกระบวนการบริหารความเสี่ยงในภาพรวมขององค์กร
นางแพทริเซีย พอสช (Mrs Patricia Posch) หัวหน้าสำนักงานเพื่อความยั่งยืนของธนาคาร Bayern LB หนึ่งในธนาคารพาณิชย์หลักของประเทศเยอรมนี ให้มุมมองเกี่ยวกับการเงินสีเขียวและการเตรียมความพร้อมของสถาบันการเงินไว้ว่า “เป้าหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางสังคม ยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ โดยกฎเกณฑ์ต่าง ๆ จะยังคงมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนความโปร่งใสควบคู่ไปกับกรอบการทำงานที่เชื่อถือได้เช่น Taxonomy ซึ่งเป็นมาตรฐานกลาง ที่ใช้อ้างอิงเพื่อจำแนกและจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลระดับสากล (Global Disclosure Standards) เพื่อลดความเสี่ยงการฟอกเขียวและอ้างการสร้างภาพลักษณ์ที่รับผิดชอบต่อสังคมและรักษ์โลกแก่บริษัท แต่อาจไม่ได้มีการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจริง ธนาคารที่ไม่สามารถปรับตัวไปสู่แนวทางคาร์บอนเป็นศูนย์จะต้องเผชิญความเสี่ยงการการลงทุนเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่มากขึ้นและชื่อเสียงขององค์กรจะตกอยู่ในความเสี่ยง องค์กรหรือสถาบันการเงินใดที่สามารถปรับตัวได้ก่อน และพร้อมให้ทางเลือก เช่น ผลิตภัณฑ์สินเชื่อและสิทธิประโยชน์ทางการเงินเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับลูกค้าได้ก่อนก็จะได้เปรียบในการแข่งขันทางธุรกิจ”
นายแฟรงค์ โมวบาค (Mr Frank Maubach) ผู้อำนวยการด้านการจัดการสินเชื่อของธนาคาร Sparkasse München หนึ่งในสถาบันทางการเงินที่มีเครือข่ายมากที่สุดในเยอรมนี กล่าวเน้นย้ำว่า ธนาคารต่าง ๆ ควรต้องเตรียมความพร้อมเพื่อบูรณาการประเมินความเสี่ยง ESG เข้าไปอยู่ในมาตรฐานการให้สินเชื่ออย่างเป็นระบบ รวมทั้งกระบวนการจัดการความเสี่ยงในภาพรวาม “เป็นเรื่องจำเป็นมากสำหรับธนาคารที่จะนำบริบทความยั่งยืนเข้ามาปรับใช้กับการดำเนินธุรกิจเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ สร้างศักยภาพการแข่งขัน และเตรียมความพร้อมสู่การเปลี่ยนแปลง”
นายแมกซ์ โนลเทน (Mr Max Nolten) ผู้จัดการด้านความยั่งยืนของธนาคาร Rentenbank ในฐานะสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนาทางการเกษตรในพื้นที่ชนบทของประเทศ กล่าวว่า เนื่องจากสาธารณรัฐเยอรมนีและสหภาพยุโรป ได้เพิ่มมาตรการและกฎเกณฑ์ด้าน ESG อย่างเข้มข้น ตลอดระยะเวลาหกปีที่ผ่านมา ดังนั้น ธนาคาร Rentenbank จึงประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และแต่งตั้งบอร์ดบริหารเพื่อดูแลกรอบการทำงานเพื่อประเมินความเสี่ยง การปรับตัวของธนาคารและการดำเนินงานเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมาย ความยั่งยืน และธรรมาภิบาล เขาเน้นย้ำว่า “รู้จักมองการณ์ไกลเพื่อก้าวไปข้างหน้าก่อนการเปลี่ยนแปลง รู้จักสร้างความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญต่างแขนงจะช่วยให้การวางยุทธศาสตร์และการปฏิบัติงานตามหลักการ ESG เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ”
ใบรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ และนวัตกรรมสีเขียว อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญช่วยเพิ่มรายได้ของเกษตรกรรายย่อย
สำหรับตลาดยุโรป มีความต้องการผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์และตลาดรองรับผลผลิตที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากผู้บริโภคตระหนักในประเด็นสุขภาพและสิ่งแวดล้อม นางยูโกะ มุระมัทสึ (Ms Yuko Muramatsu) ผู้แทนจากฝ่ายสนับสนุนลูกค้านานาชาติและการประกันคุณภาพ (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และจีน) ของ Naturland องค์กรรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ชั้นนำ กล่าวว่า เกษตรกรรายย่อยผู้ปลูกข้าวของไทย มีศักยภาพที่จะสร้างรายได้ครัวเรือนให้เพิ่มมากขึ้นได้หากเรียนรู้และปรับปรุงการจัดการพื้นที่เกษตรเพื่อปลูกข้าวที่ได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์เพื่อป้อนเข้าสู่ตลาดพรีเมียม
ทั้งนี้ นายโทเบียส บรอยนิค (Mr Tobias Breunig) ที่ปรึกษาทางการเงินภาคเกษตร GIZ นำเสนอกรณีศึกษา การดำเนินโครงการ ASEAN Sustainable Rice Straw ในภูมิภาคอาเซียนได้สะท้อนให้เห็นความพยายามอย่างต่อเนื่องในการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ที่ทำจากฟางข้าวและวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการเผาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่นฟางข้าวภายหลังการเก็บเกี่ยว ให้เป็นไปตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วยการใช้นวัตกรรม “GIZ ทำงานร่วมกับ บริษัทอูร์มัต ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มมูลค่าฟางข้าวไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่นปุ๋ยอินทรีย์ เซลลูโลสที่มีความทนทานเพื่อนำมาทำภาชนะอาหารและพัสดุภัณฑ์ที่สามารถย่อยสลายได้ ผลิตภัณฑ์จากนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนจะช่วยสร้างคุณค่าให้กับห่วงโซ่การผลิตข้าวและเพิ่มโอกาสให้เกษตรกรไทยเข้าถึงแหล่งทุนที่จำเป็นเพื่อเตรียมความพร้อมการจัดการเกษตรที่สามารถปรับตัวให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามโมเดลเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจสีเขียว และเศรษฐกิจหมุนเวียน”
ด้วยความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่อง ธ.ก.ส. เดินหน้าจัดทำชุดผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพื่อการเปลี่ยนแปลงการปลูกข้าวที่เท่าทันต่อภูมิอากาศ (Climate Smart Package) และ หลักสูตรต่อยอดด้านการลงทุนและการเงิน (Climate Smart Financial Training)” หรือที่เรียกโดยย่อว่า “SC-Fin” ที่ร่วมกับ GIZ ภายใต้โครงการ ไทย ไรซ์ จีซีเอฟ (Thai Rice GCF) โดยชุดผลิตภัณฑ์ทางการเงินนี้ประกอบด้วยพัฒนาผลิตภัณฑ์สินเชื่อ และหลักสูตรอบรมเกษตรกรที่ออกแบบมาเพื่อการปลูกข้าวที่เท่าทันต่อภูมิอากาศ รวมถึงกระบวนการให้สินเชื่อที่พิจารณาการปลูกข้าวที่เท่าทันต่อภูมิอากาศด้วย โดยความร่วมมือดังกล่าวจะสนับสนุนนโยบายและการดำเนินงานของ ธ.ก.ส. เพื่อขับเคลื่อนความยั่งยืนในทุกระดับขององค์กร
ประเด็นสำคัญที่ได้เรียนรู้ สู่การปฏิบัติจริง
นายเกรียงไกร กัลป์หะรัตน์ และนายไพศาล หงส์ทอง รองผู้จัดการ ธ.ก.ส. กล่าวภายหลังจากการศึกษาดูงานแนวทางปฏิบัติงานของสถาบันการเงินเยอรมนีกล่าวว่า “ธ.ก.ส.นำหลักการ ESG มาออกแบบและบูรณาการให้เข้ากับนโยบายและยุทธศาสตร์ขององค์กรเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์สินเชื่อทางการเงิน และจะช่วยให้เกษตรกรรายย่อยเข้าถึงสินเชื่อที่จำเป็นในการปรับเปลี่ยนวิธีการทำนาในรูปแบบเดิม ๆ ไปสู่การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มผลผลิตและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เตรียมความพร้อมรับมือต่อสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตาม เราจำเป็นต้องสร้างแผนที่นำทาง (Roadmap) วางเป้าหมายให้ชัดเจนเพื่อบริหารจัดการความเสี่ยง ESG อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ระยะยาวขององค์กรเพื่อช่วยเกษตรกรในฐานะลูกค้าหลักของธ.ก.ส.ให้รู้จักปรับเปลี่ยนไปสู่แนวทางปฏิบัติทางการเกษตรที่ยั่งยืน”
นายไพศาล หงส์ทอง รองผู้จัดการ ธ.ก.ส. กล่าวถึงความร่วมมืออย่างต่อเนื่องกับ GIZ ผ่านโครงการต่าง ๆ และล่าสุดภายใต้โครงการ ไทย ไรซ์ จีซีเอฟ (Thai Rice GCF) ที่ ธ.ก.ส. มีแผนเปิดตัวผลิตภัณฑ์สินเชื่อเพื่อการทำเกษตรที่เท่าทันสภาพภูมิอากาศ (Climate Smart Package) รวมทั้งผลิตภัณฑ์สินเชื่ออื่น ๆ เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรรายย่อยเพิ่มผลผลิตและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการภาคการผลิตข้าวและการเกษตรอื่น ๆ ควบคู่ไปกับการอบรมทางการเงินเพื่อการรู้เท่าทันสภาพภูมิอากาศ (Climate Smart Financial Training) ให้กับทั้งเกษตรกรและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานของธ.ก.ส. พร้อมโอกาสบูรณาการเกณฑ์การวัดความรู้เท่าทันต่อสภาพภูมิอากาศไปใช้กับกระบวนการประเมินสินเชื่อรายบุคคล การบูรณาการหลักการ ESG ทั้งในเรื่องนโยบายและกระบวนการทำงานจะช่วยสร้างความยั่งยืนให้กับสถาบันการเงินในทุกระดับชั้น ■