ความช่วยเหลือภาครัฐ เพื่อช่วยให้ เกษตรกรรายย่อยสามารถเข้าถึง ความรู้ เทคโนโลยี และการเงิน สามปัจจัยหลัก เพื่อเปลี่ยนผ่านจากวิถีเกษตรแบบเดิมไปสู่การเตรียมความพร้อมจัดระบบมาตรฐาน อาหารและการเกษตรที่เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ข้อสรุปดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังจากระดมสมองผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ วิชาการ เอกชน สถาบันการเงิน และหน่วยงานกำกับดูแลมาตรฐานสินค้าภาคเกษตรที่ หลากหลาย กว่า 40 คน ในเวทีการประชุมเชิงปฏิบัติการ เพื่อรับฟังความคิดเห็น และข้อเสนอแนะต่อร่างการศึกษา “การบูรณาการมาตรฐานการเกษตรกับ เครื่องมือและกลไกการเงินเพื่อสร้างศักยภาพและเตรียมความพร้อมเกษตรกรราย ย่อยไทยรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ”
เวทีระดมความคิดเห็นครั้งนี้จัดโดยโครงการการพัฒนาเครื่องมือทางการเงินเพื่อการปรับตัวต่อความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศในภาคการเกษตรในภูมิภาคอาเซียน (Agri Climate Risk Financing: AgriCRF) เนื่องจากความจำเป็นของการบูรณาการมาตรฐานการผลิตสินค้าเกษตรเข้ากับเครื่องมือทางการเงิน เพื่อช่วยให้เกษตรกรรายย่อยสามารถปรับตัวต่อความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศได้อย่างยั่งยืน พร้อมทั้งเน้นย้ำบทบาทของภาครัฐ สถาบันการเงิน และภาคเอกชนในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของภาคเกษตรไทย
นางสาวปรียานุช ทิพยะวัฒน์ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวเปิดงานดังนี้ “หากเกษตรกรสามารถเข้าถึง มาตรฐานการรับรองสินค้าเกษตรและได้รับการพัฒนาแนวทางการทำเกษตรกรรม ก็จะช่วยให้ผู้บริโภค ทั้งในประเทศและ ต่างประเทศเชื่อถือคุณภาพของสินค้าเกษตร นอกจากนี้ยังช่วยยกระดับศักยภาพ การแข่งขันทั้งตลาดในประเทศและ ตลาดต่างประเทศ”
ความต้องการของผู้บริโภค เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่แม้จะไม่ใช่กฎข้อบังคับ แต่มีความสำคัญ ต่อการขับเคลื่อนมาตรฐานสินค้าเกษตรสามารถและช่วยยืนยันว่า ผลผลิตเหล่านี้ได้รับการจัดหามาจากแหล่งที่สร้างความยั่งยืน ช่วยยกระดับ สินค้าเกษตรไทยอีกทางหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่นมาตรฐานกาปลูกข้าวที่ยั่งยืน (Sustainable Rice Platform) หรือ SRP ของข้าว มาตรฐานบอนซูโคร (Bonsucro) ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลเพื่อความยั่งยืนในอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล ที่เน้นความรับผิดชอบ ต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ ครอบคลุมตั้งแต่การปลูก การผลิต จนถึงการส่งออก สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตชาวไร่ ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม และตอบโจทย์ตลาดโลกที่มีแนวโน้มเป็นบวกกับสินค้าคาร์บอนต่ำ กฎหมายว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป (European Union Deforestation Regulation หรือ EUDR) กฎหมายของสหภาพยุโรปที่ห้ามนำเข้าและจำหน่ายสินค้า ที่มาจากการทำลายป่า หรือทำให้ป่า เสื่อมโทรม โดยครอบคลุม 7 สินค้าหลัก ได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมันกาแฟ โกโก้ ถั่วเหลือง เนื้อวัว และไม้ และมาตรฐานองค์กรเจรจาระหว่างประเทศว่าด้วยปาล์มน้ำมันยั่งยืน (Roundtable for Sustainable Palm Oil หรือ RSPO) คือมาตรฐานสากลที่กำหนดหลักเกณฑ์การผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน ทั้งในแง่สิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ โดยเน้นการไม่บุกรุกพื้นที่ป่า ไม่ใช้แรงงานผิดกฎหมาย และเป็นมิตรต่อระบบนิเวศ เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและรับรองที่มาของ ปาล์มน้ำมัน การสร้างศักยภาพให้เกษตรกรและผู้เล่นในห่วงโซ่การผลิตเพื่อยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตร และศักยภาพ การแข่งขันทางการตลาด
การเงินสีเขียวเพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศไทยไปสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือน กระจกสุทธิเป็นศูนย์
นอกจากระบบการประกันภัยพืชผลประจำปีแล้ว การเงินสีเขียวนับเป็นอีก หนึ่งแนวทางสำคัญและมีความจำเป็น ทั้งสำหรับสถาบันการเงินและภาคเกษตร เพื่อเตรียมความพร้อมระบบมาตฐานการผลิตสินค้าทางการเกษตร การประกันภัยพืชผลและมาตรการทางการเงินที่จะช่วยให้ประเทศไทยเกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซ เรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปีพ.ศ.2593
นายภูมิเลิศ เลิศวรวิทย์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายสินเชื่อบุคคล ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า นโยบายของ ธ.ก.ส. สอดคล้องกับนโยบาย Thailand Taxonomy เป็นแนวทางให้สถาบันการเงิน ประเมินการจัดสรรเงินทุน ไปสู่แนวทางปฏิบัติด้านการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่การปลูกโดยเกษตรกร โดยธนาคารจะให้อัตราดอกเบี้ยพิเศษและ เงื่อนไขขั้นต่ำสำหรับลูกค้า
โครงการสินเชื่อเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคือหนึ่งในตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าของธ.ก.ส.ในฐานะ สถาบันทางการเงิน โครงการนี้มีกลุ่มลูกค้าคือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว โดยธนาคารทำงานกับกรมการข้าว กรมวิชาการเกษตร และกรมส่งเสริมการเกษตรเพื่อให้ครัวเรือนเกษตรมีความพร้อมเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่จำเป็นกับการรับมือการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศ ลดการใช้ยาฆ่าแมลงและการใช้พลังงาน เพื่อให้เกษตรกรรายย่อยเข้าถึงมาตรฐานการรับรองผลิตภัณฑ์ข้าว ยกตัวอย่างเช่น การปฎิบัติทางการเกษตรที่ดี Good Agricultural Practice (GAP) และมาตรฐาน SRP นอกจากนี้ ธ.ก.ส. ยังมีพันธมิตรในอุตสาหกรรมค้าปลีกช่วยเชื่อมต่อตลาดให้เกษตรกรรายย่อยใน 15 จังหวัดนำร่องเพื่อจำหน่ายข้าวคาร์บอนต่ำ ไปถึงมือผู้บริโภคได้เลย
นอกจากนี้ โครงการสินเชื่อเพื่อเทคโนโลยีและเครื่องจักรกลการเกษตร (Smart Tech) เพื่อสนับสนุนเกษตรกรและ ผู้ประกอบการ นำเทคโนโลยีมาใช้ลดต้นทุนและยกระดับสู่การเป็นเกษตรกรอัจฉริยะ อัตราดอกเบี้ย MRR – 1 (ประมาณ 5.625% ต่อปี) ผ่อนนานสูงสุด 10 ปี เพื่อเกษตรกรจะได้นำมาเป็นทุนสำหรับซื้อเครื่องมือทางการเกษตร เช่น โดรน อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่งเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร และยังมีโครงการสินเชื่อป่าไม้ ที่เป็นโครงการสินเชื่อสีเขียวเพื่อ ช่วยเหลือเกษตรกรและชุมชนให้สามารถจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน ส่งเสริมการปลูกป่า และเกษตรกรรมที่เป็นมิตรกับ สิ่งแวดล้อม เห็นได้ชัดว่า กลุ่มเป้าหมายทั้งเจ้าหน้าที่ของธนาคารเองและวิสาหกิจชุมชน จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือ ทางการเงินเพื่อให้สามารถดำเนินกิจกรรมทางการเกษตรในรูปแบบใหม่ ๆ ต่อไป
ยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรไทย
อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลของไทยมีขนาดใหญ่และมีความสำคัญระดับโลกในฐานะผู้ผลิตและส่งออกน้ำตาลอันดับสองของ โลก รองจากประเทศบราซิล ตลาดส่งออกสำคัญคือ อินโดนีเซีย กัมพูชา และเกาหลีใต้
อย่างไรก็ตามอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลก็ไม่ต่างจากอุตสาหกรรมการเกษตรอื่นที่ต้องเผชิญกับภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
นางสาวน้ำฝน อันทะปัญญา ผู้ประสานงานอาวุโส ภูมิภาคเอเชียของบอนซูโคร กล่าวว่าองค์กรอยู่ในขั้นตอนการทำงาน ร่วมกับอุตสาหรรมอ้อยและน้ำตาลในประเทศไทยเพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตและแปรรูปไปสู่ระดับสากลเพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นและเปลี่ยนผ่านไปสู่มาตรฐานการผลิตอ้อยและน้ำตาลที่ยั่งยืน
ปัจจุบันบอนซูโครมีโครงการทุนเพื่อขับเคลื่อนความยั่งยืนในภาคอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลในประเทศไทย ทั้งในเรื่องสิทธิ มนุษยชน การทำงานที่ดี และเพื่อความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม
นางสาวเพชรรัตน์ ศรลัมพ์ ผู้จัดการฝ่ายคุณภาพและความยั่งยืน บริษัทน้ำตาลนครเพชร จำกัด กล่าวว่า องค์กรกำลังอยู่ในขั้นตอนยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์อ้อยและน้ำตาลของโรงงานที่ปัจจุบันได้รับรองมาตรฐานการค้าที่เป็นทำ (Fairtrade) ไปสู่มาตรฐานบอนซูโคร ด้วยการสร้างเสริมศักยภาพของเกษตรกรรายย่อยผู้ปลูกอ้อยให้ปรับตัวเตรียม ความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและให้ทุนเป็นแรงจูงใจในการเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงไปสู่การผลิต น้ำตาลอย่างยั่งยืน ยกตัวอย่างเช่น ห้ามการผลิตขยะหลังเก็บเกี่ยวเพื่อลงการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ปัจจุบันจังหวัดเพชรบุรี ออกประกาศห้ามเผาไร่ นา ขยะ และวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ฯลฯ โดยมีโทษ จำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับไม่เกิน 25,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
นางสาววิชชุลดา ยั่งยืน นักวิชาการมาตรฐาน จากสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ กล่าวว่า หน่วยงานกำลังอยู่ในระหว่างกระบวนการอบรมผู้ประเมินมาตรฐานสินค้าเกษตรเพื่อให้ระบบการประเมินเป็นที่ยอมรับในระดับชาติ และพร้อมสนับสนุนห่วงโซ่การผลิตสินค้าเกษตรภายในปีพ.ศ. 2569 ■
บทความที่เกี่ยวข้อง
- นำร่องพัฒนาสถาบันการเงิน-ภาคเกษตรไทยอย่างยั่งยืน
- ร่วมมือพัฒนาหลักสูตรการอบรมทักษะความรู้ทางการเงินเพื่อการปลูกข้าวที่เท่าทันต่อภูมิอากาศ
- เดินหน้าความร่วมมือส่งเสริมเกษตรกรเข้าการจัดการเงินเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
- GIZ จับมือสมาชิกอาเซียน ขับเคลื่อนการประกันภัยพืชผลทางการเกษตรที่เท่าทันต่อภูมิอากาศสู่วิสัยทัศน์หลังปีพ.ศ.2568
- กระชับความร่วมมือพัฒนาการเกษตรที่เท่าทันต่อภูมิอากาศในประเทศไทย









