เชียงราย – ช่วงฤดูมรสุมระหว่างเดือนพฤษภาคม ถึงเดือนตุลาคม จังหวัดเชียงรายทางบริเวณภาคเหนือตอนบนของไทยต้องเผชิญฝนฟ้าคะนองและน้ำป่าไหลหลากอยู่เป็นประจำ ภัยธรรมชาติ รุนแรงขึ้นทุกปี ดังเช่นปี พ.ศ. 2567 ที่หลายอำเภอต้องเผชิญกับวิกฤติอุทกภัย ส่งผลกระทบกับประชาชนหลายหมื่นครัวเรือน บ้านเรือนพังเสียหาย พื้นที่เกษตรนับหมื่นไร่และ ปศุสัตว์จำนวนมากล้มตาย นอกจากนี้ยังมีผู้เสียชีวิต 14 ราย และมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจมากกว่า 100 ล้านบาท โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว
นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมต่างมุ่งเป้าไปที่ การตัดไม้ทำลายป่าเพื่อขยายพื้นที่เกษตรกรรม โดยเฉพาะเกษตรกรรมเชิงเดี่ยวคือสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอุทกภัยและดินถล่มครั้งใหญ่ที่เชียงราย ภาคเหนือของประเทศไทย มีพื้นที่ป่าไม้ลดลงปีละเกือบสองแสนไร่
จังหวัดเชียงราย
เพื่อรับมือความท้าทายดังกล่าว องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ประจำประเทศไทย จึงร่วมกับ สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) คณะทำงานในพื้นที่โครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงวาวี องค์การบริหารส่วนตำบลท่าก๊อ อุทยานแห่งชาติดอยหลวง และศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จังหวัดเชียงราย (เกษตรที่สูง) ทำงานส่งเสริมการฟื้นฟูป่าเพื่อสร้างความสมดุลระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ผ่านการจัดกิจกรรมวันสาธิต “การส่งเสริมการปลูกป่าและวนเกษตรในพื้นที่สูง เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการปลูกพืชหมุนเวียนที่เท่าทันสภาพภูมิอากาศ ด้วยการอนุรักษ์ดินและสนับสนุนการป้องกันการชะล้างพังทลาย” ในพื้นที่อำเภอแม่สรวย
สำหรับกิจกรรมภายในงาน มีการส่งมอบกล้าพันธุ์กาแฟอะราบิกา ต้นซิลเวอร์โอ๊ค และกล้วย จำนวน 25,600 ต้น ให้กับชุมชนบ้านปางหลวง ตำบลท่าก๊อ หนึ่งในชุมชนนำร่องวนเกษตรพื้นที่สูงของจังหวัด และมีเกษตรกรสมาชิกโครงการ 52 คน พื้นที่ปลูก 260 ไร่ รูปแบบเกษตรคู่กับป่าที่สำคัญ ได้แก่ การปลูกพืชใต้ร่มเงา (Shaded Agroforestry): เช่น กาแฟหรือโกโก้ปลูกร่วมกับไม้ยืนต้น และการปลูกร่วม (Intercropping with Trees): เช่น ไม้ผลควบคู่กับพืชไร่ ลดการปลูกพืชเชิงเดี่ยวและการเผาในที่โล่ง บรรเทาปัญหาหมอกควันไฟป่า ส่งเสริมการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืนด้วยพืชที่มีมูลค่าสูง ทนต่อสภาพอากาศ และสร้างระบบนิเวศที่แข็งแรง ลดความเสี่ยงภัยพิบัติในพื้นที่ปลายน้ำ
บ้านปางหลวง ได้รับการคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในชุมชนนำร่องวนเกษตรของโครงการ ด้วยลักษณะเฉพาะของภูมิประเทศที่ เป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน ประกอบด้วยป่าไม้ พืชพรรณธรรมชาติที่หลากหลาย มีที่ราบหุบเขาและชุมชน ในพื้นที่ให้ ความสนใจกับการปรับเปลี่ยนจากการเกษตรเชิงเดี่ยวมาปลูกกาแฟและทำการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ที่ผ่านมา สวพส.และคณะทำงานในพื้นที่โครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบ โครงการหลวงวาวีได้ดำเนินงานวิจัยและสนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ด้านการปลูก การผลิตและการตลาดกาแฟอะราบิกาให้กับเกษตรกรบนพื้นที่สูงมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการขับเคลื่อนงานส่งเสริมและพัฒนาผลผลิตกาแฟให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและมีความมั่นคงในระยะยาว พร้อมส่งเสริมการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุลและคุ้มค่า ตามระบบการเกษตรปลอดภัยที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เกษตรกรจะได้มีความรู้และทักษะเพื่อนำไปต่อยอดจัดการแปลงปลูก แปรรูปผลผลิตกาแฟ และลดพื้นที่ปลูกพืชเชิงเดี่ยวเช่นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ลดการเผาในแปลงเกษตร และช่วยแก้ไขปัญหาหมอกควันที่สอดคล้องกับนโยบายสำคัญของประเทศและนโยบายการทำงานของอีกหลายหน่วยงาน
นายสุทัศน์กล่าวเพิ่มเติมว่า สวพส. มีโอกาสได้ไปศึกษาดูงานการปลูกกาแฟ ณ เมืองผูเอ่อร์ (Puer) มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน และเริ่มทดลองปลูกกาแฟอะราบิกาภายใต้ร่มเงาซิลเวอร์โอ๊คในแปลงเกษตรกรบ้านดอยช้าง ต.วาวี อ.แม่สรวยเพื่อศึกษา ผลพบว่า ต้นกาแฟที่ปลูกภายใต้ร่มเงาของต้นซิลเวอร์โอ๊คและกล้วยสามารถเจริญเติบโตได้ดี ใบกล้วยและซิลเวอร์โอ๊คเป็นร่มเงาให้กับต้นกาแฟได้ดี ต้นกาแฟไม่มีอาการใบเหลือง เมื่อเปรียบเทียบกับต้นกาแฟที่ปลูกไว้กลางแจ้ง นอกจากนั้นรากของซิลเวอร์โอ๊คยังช่วย ป้องกันการพังทลายของหน้าดินอีกด้วย
นางอังคนา ใจบุญมี ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านปางหลวงกล่าวว่า “ตลอดหลายปีที่ผ่านมาด้วยข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ ทำให้คนวัยแรงงานในชุมชนต้องจากครอบครัวเพื่อเดินทางไปทำงานต่างประเทศ ทั้งที่อิสราเอลและไต้หวัน เพื่อหารายได้มาจุนเจือครอบครัว เด็กๆ ส่วนใหญ่ในหมู่บ้านต้องอาศัยอยู่กับผู้สูงอายุ ในฐานะผู้อำนวยการโรงเรียนมีความตั้งใจอยากเห็นนักเรียนของเราเติบโตขึ้นพร้อมความรักในบ้านเกิดและความภาคภูมิใจในทรัพยากรที่มีอยู่ เราจึงต้องร่วมกันสร้างแนวทางการเรียนรู้และอาชีพใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและการอนุรักษ์ป่า เพื่อสร้างโอกาสให้เด็ก ๆ ให้สามารถสร้างรายได้และความสุขจากบ้านเกิดและผลผลิตวนเกษตรในพื้นที่ได้เมื่อพวกเขาโตขึ้น “การทำอาชีพเกษตรกรรมแบบวนเกษตร และการปลูกพืชแบบเชิงอนุรักษ์ ล้วนเป็นแนวทางที่ช่วยให้คนในชุมชนมีอาชีพมั่นคงโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม หวังว่าเมื่อเด็ก ๆ เติบโตขึ้น จะได้อยู่ร่วมกับครอบครัวอย่างอบอุ่นในบ้านเกิดของตนเอง และเป็นกำลังสำคัญในการดูแลรักษาป่าให้คงอยู่อย่างยั่งยืนต่อไป”
สภาพภูมิอากาศ ด้วยการอนุรักษ์ดินและสนับสนุนการป้องกันการชะล้างพังทลาย
นายเกอร์มัน มุลเลอร์ ผู้อำนวยการโครงการ องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ประจำประเทศไทยกล่าวว่า การทำงานของGIZ ผ่านโครงการ ระบบการผลิตข้าวยั่งยืนแบบองค์รวม (Integrated Sustainable Rice Landscapes Project: ISRL) และโครงการการจัดการห่วงโซ่อุปทานข้าวและมันฝรั่ง เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ด้วยวิธีการปลูกข้าว มันฝรั่ง และข้าวโพดหมุนเวียนอย่างยั่งยืน (Building a Climate Resilient Potato Supply Chain Through a Whole-Farm Approach (RePSC) ได้สร้างพื้นที่ให้กับภาครัฐ เอกชน หน่วยงานท้องถิ่นและชุมชนได้ทำงานและร่วมมือกัน นำแนวคิดวนเกษตร ผสมผสานการปลูกพืชกับการฟื้นฟูป่า สร้างรายได้ที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เกษตรกรสามารถปลูกไม้ยืนต้นร่วมกับพืชอาหาร ไม้ผล และพืชเศรษฐกิจ เพื่อเพิ่มความหลากหลายทางนิเวศ ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และลดความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจ
บทความที่เกี่ยวข้อง
- ประเทศไทยมุ่งหน้าผลักดันศักยภาพข้าวไทยในเวทีโลก ผ่านแผนที่นำทางยุทธศาสตร์ข้าวยั่งยืน
- GIZ สานพลังภาครัฐ ท้องถิ่น ชุมชน เสริมกำลังงานลาดตระเวนพิทักษ์ป่าภาคเหนือตอนบน พัฒนาความยั่งยืนการผลิตข้าวควบคู่กับงานอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ
- ประเทศไทยเตรียมพร้อมขับเคลื่อนนโยบายระดับชาติ ยกระดับภาคการผลิตข้าวสู่ความยั่งยืนแบบองค์รวม เพิ่มขีดความสามารถเกษตรกรในการปรับตัวต่อสภาวะโลกร้อน
- ไทย-เยอรมัน ส่งเสริมชาวนาปลูกข้าวลดโลกร้อน พร้อมปรับตัวสู่วิถีเกษตรยั่งยืน
























