08 กรกฎาคม 2568

วนเกษตรลดการเผา สร้างป่า สร้างอาชีพ

เรื่องโดย ธันย์ชนก พงศ์พุฒินันท์ และศิวพร แก้วชุ่มชื่น

เชียงราย ช่วงฤดูมรสุมระหว่างเดือนพฤษภาคม ถึงเดือนตุลาคม จังหวัดเชียงรายทางบริเวณภาคเหนือตอนบนของไทยต้องเผชิญฝนฟ้าคะนองและน้ำป่าไหลหลากอยู่เป็นประจำ ภัยธรรมชาติ รุนแรงขึ้นทุกปี ดังเช่นปี พ.ศ. 2567 ที่หลายอำเภอต้องเผชิญกับวิกฤติอุทกภัย ส่งผลกระทบกับประชาชนหลายหมื่นครัวเรือน บ้านเรือนพังเสียหาย พื้นที่เกษตรนับหมื่นไร่และ ปศุสัตว์จำนวนมากล้มตาย นอกจากนี้ยังมีผู้เสียชีวิต 14 ราย และมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจมากกว่า 100 ล้านบาท โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว

นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมต่างมุ่งเป้าไปที่ การตัดไม้ทำลายป่าเพื่อขยายพื้นที่เกษตรกรรม โดยเฉพาะเกษตรกรรมเชิงเดี่ยวคือสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอุทกภัยและดินถล่มครั้งใหญ่ที่เชียงราย ภาคเหนือของประเทศไทย มีพื้นที่ป่าไม้ลดลงปีละเกือบสองแสนไร่ 

โครงการ GEF-ISRL จัดกิจกรรมวันสาธิต ส่งเสริมการปลูกป่าและวนเกษตรในพื้นที่สูง เพื่อสร้างความตระหนักรู้ของชุมชนต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในพื้นที่นำร่องชุมชนบ้านปางหลวง ตำบลท่าก๊อ อำเภอแม่สรวย
จังหวัดเชียงราย

 เพื่อรับมือความท้าทายดังกล่าว องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ประจำประเทศไทย จึงร่วมกับ สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) คณะทำงานในพื้นที่โครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงวาวี องค์การบริหารส่วนตำบลท่าก๊อ อุทยานแห่งชาติดอยหลวง และศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จังหวัดเชียงราย (เกษตรที่สูง) ทำงานส่งเสริมการฟื้นฟูป่าเพื่อสร้างความสมดุลระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ผ่านการจัดกิจกรรมวันสาธิต “การส่งเสริมการปลูกป่าและวนเกษตรในพื้นที่สูง เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการปลูกพืชหมุนเวียนที่เท่าทันสภาพภูมิอากาศ ด้วยการอนุรักษ์ดินและสนับสนุนการป้องกันการชะล้างพังทลาย” ในพื้นที่อำเภอแม่สรวย   

กล้าพันธุ์กาแฟอะราบิกาและต้นซิลเวอร์โอ๊คที่โครงการ GEF-ISRL มอบให้กับชุมชนบ้านปางหลวง ในฐานะชุมชนนำร่องวนเกษตรพื้นที่สูงของจังหวัด

สำหรับกิจกรรมภายในงาน มีการส่งมอบกล้าพันธุ์กาแฟอะราบิกา  ต้นซิลเวอร์โอ๊ค และกล้วย จำนวน  25,600 ต้น ให้กับชุมชนบ้านปางหลวง ตำบลท่าก๊อ หนึ่งในชุมชนนำร่องวนเกษตรพื้นที่สูงของจังหวัด และมีเกษตรกรสมาชิกโครงการ 52 คน  พื้นที่ปลูก 260 ไร่ รูปแบบเกษตรคู่กับป่าที่สำคัญ ได้แก่ การปลูกพืชใต้ร่มเงา (Shaded Agroforestry): เช่น กาแฟหรือโกโก้ปลูกร่วมกับไม้ยืนต้น และการปลูกร่วม (Intercropping with Trees): เช่น ไม้ผลควบคู่กับพืชไร่ ลดการปลูกพืชเชิงเดี่ยวและการเผาในที่โล่ง บรรเทาปัญหาหมอกควันไฟป่า ส่งเสริมการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืนด้วยพืชที่มีมูลค่าสูง ทนต่อสภาพอากาศ และสร้างระบบนิเวศที่แข็งแรง ลดความเสี่ยงภัยพิบัติในพื้นที่ปลายน้ำ   

บ้านปางหลวง ได้รับการคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในชุมชนนำร่องวนเกษตรของโครงการ ด้วยลักษณะเฉพาะของภูมิประเทศที่ เป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน ประกอบด้วยป่าไม้ พืชพรรณธรรมชาติที่หลากหลาย มีที่ราบหุบเขาและชุมชน ในพื้นที่ให้ ความสนใจกับการปรับเปลี่ยนจากการเกษตรเชิงเดี่ยวมาปลูกกาแฟและทำการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

นายสุทัศน์ บุญเป็ง นักวิชาการประจำพื้นที่ สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) กล่าวว่า “ปัญหาของเกษตรกรที่เพาะปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ บนพื้นที่ลาดชันทำให้เกิดการชะล้างพังทะลายของหน้าดิน ส่งผลให้ผลผลิตตกต่ำ เนื่องจากหน้าดินไม่สามารถกักเก็บธาตุอาหารได้ การปลูกป่าแบบดั้งเดิมซึ่งมุ่งเน้นการปลูกไม้ยืนต้นเพียงอย่างเดียว มักประสบปัญหาการขาดการมีส่วนร่วมจากชุมชนท้องถิ่น และไม่สร้างรายได้ที่เพียงพอให้เกษตรกรในระยะสั้น ดังนั้นการสร้างแรงจูงใจและการสนับสนุนที่เหมาะสมจึงเป็นหัวใจสำคัญในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเพาะปลูก กาแฟและพืชเศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูงอื่น ๆ เช่นโกโก้ อะโวคาโด และยางพารา ฯลฯ จึงกลายเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ เนื่องจากสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่าข้าวโพด สอดคล้องกับการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน ช่วยลดการเสื่อมโทรมของดิน อีกทั้งความต้องการในตลาดสำหรับกาแฟอะราบิกาคุณภาพสูงที่เพิ่มมากขึ้น และช่วยสร้างความมั่นคงด้านรายได้ให้แก่เกษตรกรได้ดียิ่งขึ้น“

ที่ผ่านมา สวพส.และคณะทำงานในพื้นที่โครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบ โครงการหลวงวาวีได้ดำเนินงานวิจัยและสนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ด้านการปลูก การผลิตและการตลาดกาแฟอะราบิกาให้กับเกษตรกรบนพื้นที่สูงมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการขับเคลื่อนงานส่งเสริมและพัฒนาผลผลิตกาแฟให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและมีความมั่นคงในระยะยาว พร้อมส่งเสริมการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุลและคุ้มค่า ตามระบบการเกษตรปลอดภัยที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เกษตรกรจะได้มีความรู้และทักษะเพื่อนำไปต่อยอดจัดการแปลงปลูก แปรรูปผลผลิตกาแฟ และลดพื้นที่ปลูกพืชเชิงเดี่ยวเช่นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ลดการเผาในแปลงเกษตร และช่วยแก้ไขปัญหาหมอกควันที่สอดคล้องกับนโยบายสำคัญของประเทศและนโยบายการทำงานของอีกหลายหน่วยงาน 

โครงการ GEF-ISRL มอบกล้าพันธุ์ซิลเวอร์โอ๊ค ให้กับชุมชนบ้านปางหลวง ในฐานะชุมชนนำร่องวนเกษตรพื้นที่สูงของจังหวัด

นายสุทัศน์กล่าวเพิ่มเติมว่า สวพส. มีโอกาสได้ไปศึกษาดูงานการปลูกกาแฟ ณ เมืองผูเอ่อร์ (Puer) มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน และเริ่มทดลองปลูกกาแฟอะราบิกาภายใต้ร่มเงาซิลเวอร์โอ๊คในแปลงเกษตรกรบ้านดอยช้าง ต.วาวี อ.แม่สรวยเพื่อศึกษา ผลพบว่า ต้นกาแฟที่ปลูกภายใต้ร่มเงาของต้นซิลเวอร์โอ๊คและกล้วยสามารถเจริญเติบโตได้ดี ใบกล้วยและซิลเวอร์โอ๊คเป็นร่มเงาให้กับต้นกาแฟได้ดี ต้นกาแฟไม่มีอาการใบเหลือง เมื่อเปรียบเทียบกับต้นกาแฟที่ปลูกไว้กลางแจ้ง นอกจากนั้นรากของซิลเวอร์โอ๊คยังช่วย ป้องกันการพังทลายของหน้าดินอีกด้วย  

นางอังคนา ใจบุญมี ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านปางหลวงกล่าวว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมาด้วยข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ ทำให้คนวัยแรงงานในชุมชนต้องจากครอบครัวเพื่อเดินทางไปทำงานต่างประเทศ ทั้งที่อิสราเอลและไต้หวัน เพื่อหารายได้มาจุนเจือครอบครัว เด็กๆ ส่วนใหญ่ในหมู่บ้านต้องอาศัยอยู่กับผู้สูงอายุ ในฐานะผู้อำนวยการโรงเรียนมีความตั้งใจอยากเห็นนักเรียนของเราเติบโตขึ้นพร้อมความรักในบ้านเกิดและความภาคภูมิใจในทรัพยากรที่มีอยู่ เราจึงต้องร่วมกันสร้างแนวทางการเรียนรู้และอาชีพใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและการอนุรักษ์ป่า เพื่อสร้างโอกาสให้เด็ก ๆ ให้สามารถสร้างรายได้และความสุขจากบ้านเกิดและผลผลิตวนเกษตรในพื้นที่ได้เมื่อพวกเขาโตขึ้น การทำอาชีพเกษตรกรรมแบบวนเกษตร และการปลูกพืชแบบเชิงอนุรักษ์ ล้วนเป็นแนวทางที่ช่วยให้คนในชุมชนมีอาชีพมั่นคงโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม หวังว่าเมื่อเด็ก ๆ เติบโตขึ้น จะได้อยู่ร่วมกับครอบครัวอย่างอบอุ่นในบ้านเกิดของตนเอง และเป็นกำลังสำคัญในการดูแลรักษาป่าให้คงอยู่อย่างยั่งยืนต่อไป

ชาวบ้านในชุมชนร่วมกันปลูกป่าในกิจกรรมปลูกป่าวันสาธิตเพื่อประโยชน์ต่อการปลูกพืชหมุนเวียนที่เท่าทัน
สภาพภูมิอากาศ ด้วยการอนุรักษ์ดินและสนับสนุนการป้องกันการชะล้างพังทลาย

นายเกอร์มัน มุลเลอร์ ผู้อำนวยการโครงการ องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ประจำประเทศไทยกล่าวว่า การทำงานของGIZ ผ่านโครงการ ระบบการผลิตข้าวยั่งยืนแบบองค์รวม (Integrated Sustainable Rice Landscapes Project: ISRL) และโครงการการจัดการห่วงโซ่อุปทานข้าวและมันฝรั่ง เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ด้วยวิธีการปลูกข้าว มันฝรั่ง และข้าวโพดหมุนเวียนอย่างยั่งยืน (Building a Climate Resilient Potato Supply Chain Through a Whole-Farm Approach (RePSC) ได้สร้างพื้นที่ให้กับภาครัฐ เอกชน หน่วยงานท้องถิ่นและชุมชนได้ทำงานและร่วมมือกัน นำแนวคิดวนเกษตร ผสมผสานการปลูกพืชกับการฟื้นฟูป่า สร้างรายได้ที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เกษตรกรสามารถปลูกไม้ยืนต้นร่วมกับพืชอาหาร ไม้ผล และพืชเศรษฐกิจ เพื่อเพิ่มความหลากหลายทางนิเวศ ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และลดความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจ

พื้นที่นำร่องส่งเสริมวนเกษตรบ้านปางหลวงเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศในป่าไม้พื้นที่สูง และทีมงานโครงการ GEF-ISRL
ผอ.โครงการกล่าวเพิ่มเติมว่า การนำร่องส่งเสริมวนเกษตรในพื้นที่บ้านปางหลวง นอกจากจะเป็นการสร้างความตระหนักและร่วมกันอนุรักษ์ป่าต้นน้ำและฟื้นฟูระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพแล้ว ประโยชน์ยังเกิดกับเกษตรกรในพื้นที่ราบด้วย เพราะป่าไม้ในพื้นที่สูงทำหน้าที่เป็นแหล่งกักเก็บน้ำตามธรรมชาติ ช่วยชะลอการไหลของน้ำในช่วงฝนตกหนักและน้ำป่าไหลหลาก ลดการชะล้างพังทลายของดินบนพื้นที่ลาดชัน และลดความเสี่ยงจากน้ำท่วมฉับพลันในพื้นที่เกษตรกรรมพื้นราบ นับเป็นต้นแบบของ การพัฒนาระบบนิเวศพื้นที่สูงที่ยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรทั้งทางทักษะและรายได้ เพื่อพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศในระยะยาวต่อไป

เอกสารที่เกี่ยวข้อง

แกลอรี่ภาพ

วิดีโอ

Scroll to Top