08 เมษายน 2568

ผู้เชี่ยวชาญแนะ ไทยเร่งเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์เพื่อประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้พร้อมรับมือโลกร้อน

เรื่องและภาพโดย พงศ์นรินทร์ สุขแจ่ม/ กลุ่มโครงการเกษตรและอาหาร GIZ ประจำประเทศไทย

เจ้าหน้าที่ชลประทานระดับปฏิบัติการระดมสมองในช่วงกิจกรรมกลุ่มเพื่อหาแนวทางบรูณาการจัดการน้ำอย่างยั่งยืนเพื่อลดผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศต่อเกษตรและ
วิถีชีวิตชุมชน

วิศวกรชลประทานระดับปฏิบัติการ 50 คนจากสำนักชลประทานทั่วประเทศ ผนึกกำลังระดมความคิดเพื่อบูรณาการแนวทางบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้มีประสิทธิภาพ พร้อมรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อภาคเกษตร และวิถีชีวิตชุมชน ที่เวทีการอบรมเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมในหัวข้อ “การบริหารจัดการน้ำ การออกแบบและก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านชลประทานท่ามกลางสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง”

การอบรมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ จัดขึ้นเป็นเป็นครั้งแรกโดยกรมชลประทาน ร่วมกับ องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ประจำประเทศไทย สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย และบริษัทที่ปรึกษาอัลลูเวียม (Alluvium) ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการทรัพยากรน้ำ สิ่งแวดล้อม และการถ่ายทอดองค์ความรู้

มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของวิศวกรชลประทานระดับปฏิบัติการในฐานะด่านหน้าของกลไกระดับประเทศที่จะรับมือกับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อทรัพยากรน้ำและสิ่งแวดล้อม

ตลอดระยะเวลาสามวัน ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้เรียนรู้แนวทางต่าง ๆ เกี่ยวกับกระบวนการออกแบบมาตรการเชิงธรรมชาติ (Nature-based Solutions หรือ NbS) ซึ่งเป็นมาตรการที่มีความสำคัญยิ่งต่อการประเมินความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ  พร้อมทั้งพิจารณาความเป็นไปได้ในการบูรณาการพื้นที่สีเขียวเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่เดิม ตามแนวทางการปรับตัวโดยอาศัยระบบนิเวศ (Ecosystem-based Adaptation หรือ EbA) มาปรับใช้กับการทำงานได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ

รศ.ดร.พงษ์ศักดิ์ สุทธินนท์ ภาควิชาภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวระหว่างการบรรยายในหัวข้อ กระบวนการประเมินความเสี่ยงและความเปราะบางต่อสภาพภูมิอากาศว่า  “จากบทเรียนตั้งแต่น้ำท่วมใหญ่ในญี่ปุ่นเมื่อปี พ.ศ. 2561 จนถึงสถานการณ์น้ำท่วมที่ในหลายพื้นที่ของไทย ทำให้เราเห็นว่า ภัยพิบัติทางธรรมชาติเกิดบ่อยครั้งขึ้นและทวีความรุนแรงมากกว่าเดิม ส่งผลกระทบต่อผู้คนจำนวนมาก สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจและสังคมมากมายจึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมเราจึงต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่คาดเดาได้ยากมากขึ้น และการวางแผนการจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนถึงมีความจำเป็นอย่างเร่งด่วน”

ประเทศไทยประกอบด้วยลุ่มน้ำทั้งหมด 22 แห่ง แต่ละแห่งมีความท้าทายในประเด็นการจัดสรรทรัพยากรน้ำและสิ่งแวดล้อม ผลกระทบจากภัยธรรมชาติที่แตกต่างกันทั้งอุทกภัย ภัยแล้ง น้ำเสีย ปัญหาน้ำเค็มรุกล้ำพื้นที่เกษตรกรรม และความขัดแย้งเรื่องการจัดสรรทรัพยากรน้ำเพื่อชุมชนและภาคอุตสาหกรรม ฯลฯ

จากข้อมูลของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติพบว่า ประเทศไทยมีความต้องการใช้น้ำรวมกว่า 1.48 แสนล้านลูกบาศก์เมตร และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปีเนื่องจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจและจำนวนประชากร ภาคเกษตรมีความต้องการใช้น้ำสูงสุดในสัดส่วนร้อยละ 75 ของปริมาณการใช้น้ำทั้งหมด แบ่งเป็นการใช้น้ำในเขตพื้นที่ชลประทาน 32.75 ล้านไร่ มีการจัดสรรให้พื้นที่เฉลี่ยปีละ 6.5 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตร ส่วนการใช้น้ำในพื้นที่

นอกเขตชลประทาน มีทั้งสิ้น 117 ล้านไร่ ซึ่งเป็นการใช้น้ำฝน โดยตรงผสมกับน้ำบาดาลและน้ำท่า มีความต้องการใช้น้ำเฉลี่ยปีละประมาณ 5 ล้านลูกบาศก์เมตร

อย่างไรก็ตามประเทศไทยต้องเผชิญภัยพิบัติทางธรรมชาติเกิดบ่อยครั้งขึ้นและทวีความรุนแรงมากกว่าเดิม ธนาคารโลกประเมินว่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจและสังคมอาจมากถึงร้อยละ 14 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (Gross Domestic Product หรือ GDP) ภายในปีพ.ศ.2593 ดร.พงษ์ศักดิ์กล่าวย้ำถึงความจำเป็นของการประเมินความเสี่ยงและความเปราะบางต่อสภาพภูมิอากาศ (Climate Risk and Vulnerability Assessment หรือ CRVA) เพื่อลดผลกระทบและรับมือกับความท้าทายนี้ เพราะกระบวนการพัฒนา CRVA เสริมสร้างศักยภาพบุคลากรให้สามารถใช้เครื่องมือเหล่านี้ได้อย่างเหมาะสมกับ บริบทของกรมชลประทาน และสามารถบูรณาการมาตรการ EbA ควบคู่ไปกับการใช้โครงสร้างพื้นฐานทางวิศวกรรม (Grey Infrastructure) เพื่อความยั่งยืน นอกจากนี้ควรมีการจัดทำแผนที่พื้นที่เสี่ยงภัย (Hazard Map) ระบุจุดเสี่ยงต่อสถานการณ์ภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นในระดับจังหวัด เพื่อช่วยให้ทั้งเจ้าหน้าที่กรมชลประทาน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และชุมชนมีข้อมูลเพียงพอสำหรับการวางแผนและเตรียมพร้อมอย่างมีประสิทธิภาพ

นายโทนี่ เวเบอร์ และนายอาดีน เดอ กรูท จากบริษัทที่ปรึกษา อัลลูเวียม ร่วมถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับแนวคิด EbA โดยเฉพาะความสำคัญกับการบริหารจัดการการไหลของน้ำเพื่อยกระดับคุณภาพน้ำและเสริมความแข็งแกร่งของระบบนิเวศให้สามารถฟื้นตัวและปรับตัวได้ในระยะยาว ยกตัวอย่างเช่น การปรับแต่งลำน้ำทางกายภาพ การจัดการพืชพรรณริมฝั่ง และการบำบัดน้ำอย่างเป็นระบบ  นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอกรณีศึกษาที่เกี่ยวข้องกับ NbS จากต่างประเทศเช่น การวางแผนปลูกพืชพรรณริมลำน้ำ และการใช้กระบวนการธรรมชาติเพื่อป้องกันการพังทลายของตลิ่งในรัฐควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย

ดร.จีรนุช ศักดิ์คำดวง นักวิจัยประจำสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) กล่าวย้ำถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ และการจัดการพื้นที่น้ำท่วมถึงเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ลดความเปราะบางของระบบนิเวศ ชุมชน และครัวเรือนให้สามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ดีขึ้น

กิจกรรมกลุ่มแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้มาตรการ EbA ให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่

การอบรมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ ยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้เรียนรู้ร่วมกันผ่านการออกแบบแผนที่พื้นที่เสี่ยงภัย โดยใช้โปรแกรมลุคเกอร์ สตูดิโอ (Looker Studio) ซึ่งเป็นเครื่องมือแสดงผลข้อมูลแบบโอเพ่นซอร์ส เพื่อนำมาวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงต่อน้ำท่วมและภัยแล้ง ภายหลังเสร็จสิ้นการอบรมแต่ละกลุ่มนำเสนอผลการวิเคราะห์พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างวิศกรชลประทานระดับปฏิบัติการและผู้เชี่ยวชาญ เพื่อพัฒนาแนวทางวางแผนที่เหมาะสมกับบริบทเฉพาะของแต่ละพื้นที่

นางสาวอารยา เกตุสิงห์น้อย วิศวกรส่วนวิจัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมชลประทาน กล่าวว่าเธอได้ความรู้ใหม่เกี่ยวกับการวางแผนรับมือภัยพิบัติและเทคโนโลยีการแสดงผลข้อมูล ซึ่งเป็นประโยชน์โดยตรงต่อการทำงาน การสื่อสารกับเพื่อนร่วมงาน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และองค์กรภายนอก

นายวงศ์สถิตย์ บุญธัญกรณ์ นายช่างชลประทานอาวุโส สำนักชลประทานที่ 3 จังหวัดพิษณุโลก กล่าวภายหลังการอบรมเชิงปฏิบัติการเป็นระยะเวลา 3 วันว่า ตนเอง เรียนรู้วิธีการสื่อสารโดยใช้ข้อมูลเชิงสถิติเพื่อให้ชาวบ้านและผู้แทนชุมชนเข้าใจรายละเอียดอย่างถูกต้อง สามารถช่วยกันระบุปัญหาและความท้าทายประเด็นจัดการทรัพยากรน้ำและสิ่งแวดล้อม เพื่อร่วมกันแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ผู้เข้าร่วมอบรมนำเสนอแผนที่พื้นที่เสี่ยงภัยที่สะท้อนความเปราะบางต่อสภาพภูมิอากาศ
นางสาวเกตุพริมา แสนสุด ที่ปรึกษาหลักของโครงการ EWMSA กล่าวว่า กลไกการประเมินความเสี่ยงและความเปราะบางต่อสภาพภูมิอากาศ (CRVA) และแผนที่ลุ่มน้ำยม-น่าน ที่ใช้ตลอดการอบรมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ เป็นเครื่องมือหลักที่ได้รับการออกแบบโดยโครงการ ประสานความร่วมมือกับกรมชลประทาน เพื่อให้ข้อมูลสำคัญ เช่น จุดวัดระดับน้ำ ปริมาณน้ำ และโครงสร้างชลประทานต่างๆ ทั้ง ฝาย อ่างเก็บน้ำ “สิ่งสำคัญคือการแบ่งปันองค์ความรู้และการต่อยอดกลไกประเมินความเสี่ยงและความเปราะบางต่อสภาพภูมิอากาศที่ได้เรียนรู้จากโครงการ เพื่อให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ชุมชน และประชาสังคมสามารถนำข้อมูลไปบูรณาการแนวคิดการจัดการทรัพยากรน้ำและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เพื่อเตรียมรับมือกับสภาพภูมิอากาศทั้งในเชิงทฤษฎีและเชิงปฏิบัติได้อย่างเป็นระบบต่อไป
Scroll to Top