30 เมษายน 2569

จากห้องเรียนสู่สวนปาล์มคาร์บอนต่ำ: กลุ่มเกษตรกรแลกเปลี่ยนวิชานอกตำรากับ นศ.ม.วลัยลักษณ์ หวังเด็กเจนใหม่สานต่อการผลิตปาล์มน้ำมันยั่งยืน

โดย ธิตินัย พงศ์พิริยะกิจ องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน

เสียงลมพัดใบปาล์มเบา ๆ ขณะที่นักศึกษากลุ่มหนึ่งกำลังเดินตามลุงคิด หรือนายสมคิด รองรัตน์ วัย 75 ปี เกษตรกรสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนปาล์มน้ำมันภัทร อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ เข้าไปในแปลงสวนปาล์มขนาด 36 ไร่ของตน “ดูปาล์มต้นนั้น กว่าดอกปาล์มจะโตเป็นทะลายให้เก็บไปขายได้ต้องใช้เวลาถึง 5- 6 เดือน การทำสวนปาล์มจะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก ขึ้นอยู่กับความใส่ใจและความอดทนของเกษตรกรมากกว่า” ลุงคิดกล่าวพร้อมชี้ให้นักศึกษาดูพื้นดินใต้โคนต้น “ปลูกแล้วรอเก็บอย่างเดียวไม่ได้ ต้องดูดิน ดูปุ๋ย แล้วก็ ดูต้น ให้เป็น ว่าต้นปาล์มแต่ละต้น กำลังบอกอะไรเราอยู่”

นายสมคิด รองรัตน์ เกษตรกรสวนปาล์มสมาชิกโครงการ SPOPP-CLIMA อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ กำลังอธิบายเรื่องวิธีการจัดการสวนปาล์มแบบยั่งยืนให้กับนักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ระหว่างการเยี่ยมชมสวนปาล์ม

การเรียนรู้เริ่มจาก “การฟัง” นักศึกษาค่อย ๆ ล้อมวงเข้ามาฟังลุงคิดเล่าวิธีการจัดการสวนปาล์ม เมื่อมองเห็นของจริง ก็เริ่มมีคำถามออกมาทีละเรื่อง ตั้งแต่ผลผลิตต่อไร่ ต้นทุนปุ๋ย ไปจนถึงราคาปาล์มที่ไม่แน่นอน

ลุงคิดไม่ได้ตอบเป็นทฤษฎีแต่พานักศึกษาเดินไปเห็นของจริงทีละจุด พร้อมอธิบายเพิ่มเติมว่า “ทางปาล์มพวกนี้เราสามารถเอามาคลุมดินเพื่อรักษาความชื้น ลดการใช้น้ำและปุ๋ยเคมี อีกทั้งยังช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้ด้วย ต้นทุนของเกษตรกรไม่ได้อยู่แค่ที่เราจ่ายวันนี้ แต่อยู่ที่ว่าเราดูแลสวนปาล์มยังไงให้ปาล์มช่วยสร้างรายได้ดูแลเราด้วยในระยะยาว เพราะทุกวันนี้คนทำสวนส่วนใหญ่ก็เป็นคนมีอายุแบบลุง ส่วนเด็ก ๆ พอเรียนจบก็มักจะไปทำงานในเมืองหรือกรุงเทพฯ กันหมด”

เสียงของลุงคิดสะท้อนถึงความห่วงใยและคำถามที่อยู่ในใจว่า ใครจะเป็นคนดูแลสวนปาล์มเหล่านี้ต่อจากรุ่นเขา

นายจักรพันธ์ พงษ์แพทย์ หรือหนุ่ม อายุ 21 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 2 สำนักวิชาการบัญชีและการเงิน เข้าใจมุมมองของลุงคิดพร้อมแบ่งปันความเห็นของตนเองว่า แม้ครอบครัวจะทำสวนยางและสวนปาล์มอยู่ที่จังหวัดตรัง แต่ชีวิตการเรียนในมหาวิทยาลัยทำให้เขาแทบไม่มีโอกาสได้ลงไปสัมผัสงานจริง “สิ่งที่ลุงพูดทำให้ผมรู้สึกว่าการเรียนในห้องกับของจริงต่างกันมาก ในห้องเราอาจคุ้นกับข้อสอบและคะแนน แต่ในสวน ทุกการตัดสินใจมีเหตุผลอยู่ข้างหลัง ทั้งต้นทุน ผลผลิตและความเสี่ยง ถ้ามองแบบบัญชี ทั้งหมดนี้คือระบบข้อมูล ทุกวันนี้เรามี AI มาช่วยเรียบเรียงข้อมูล คำนวณตัวเลข ทำให้เห็นชัดขึ้นว่าการทำสวนปาล์มกำไรหรือขาดทุนตรงไหน แต่ AI ก็เป็นแค่เครื่องมืออำนวยความสะดวก คนที่ตัดสินใจได้ดีที่สุดยังคงเป็นเกษตรกร เพราะเขารู้จักสวนของตัวเองจากประสบการณ์จริง”

สร้างพื้นที่การเรียนรู้ร่วมกันระหว่างวัย

ดร.กนกวรรณ ศาศวัตเตชะ ผู้อำนวยการ โครงการการผลิตปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืนเพื่อลดผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Sustainable Palm Oil Production and Procurement – Project for Climate Mitigation and Adaptation) หรือ SPOPP CLIMA กล่าวว่าโครงการมองเห็นโอกาสสร้าง “พื้นที่การเรียนรู้ร่วมกันระหว่างวัย” (Inter-generational Co-Learning Space) เชื่อมโยงเยาวชนและเกษตรกรแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ทางทฤษฎี เทคโนโลยี และประสบการณ์จริงเพื่อเติมเต็มกันและสามารถขับเคลื่อนการผลิตปาล์มน้ำมันสู่ความยั่งยืนและคาร์บอนต่ำในระยะยาว

ด้วยเหตุนี้     จึงเกิดการนำร่อง “โครงการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างเยาวชนและเกษตรกรเพื่อการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืนและคาร์บอนต่ำ (Youth–Farmer Collaboration Initiative for Sustainable and Low-Carbon Palm Oil Production) จากความร่วมมือระหว่างองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ประจำประเทศไทย บริษัท โกลบอลกรีน เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GGC) และมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ 

กิจกรรมกลุ่มการทำบัญชีฟาร์มและกิจกรรมสันทนาการระหว่างเยาวชนและเกษตรกร

นางสาวกมลวรรณ จันทร์เจริญ รองประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนปาล์มน้ำมันภัทร กล่าวภายหลังจากได้ร่วมทำกิจกรรมกลุ่มกับนักศึกษาว่า “ไม่เพียงเยาวชนเท่านั้นที่ได้เรียนรู้จากเกษตรกร แต่เกษตรกรเองก็ได้มุมมองใหม่จากคนรุ่นใหม่เช่นกัน ทั้งเรื่องระบบการจัดการสวนปาล์มอย่างเป็นขั้นตอนการมองสวนปาล์มในฐานะระบบ  การเชื่อมโยงต้นทุนกับประสิทธิภาพการผลิต การใช้ข้อมูลเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ รวมถึงการนำแนวคิดคาร์บอนต่ำมาพิจารณาในมิติ     เศรษฐศาสตร์ โครงการลักษณะนี้เป็นพื้นที่การเรียนรู้ที่มีชีวิต ช่วยให้ทั้งสองฝ่ายได้เรียนรู้ไปด้วยกันอย่างเป็นธรรมชาติ บรรยากาศเต็มไปด้วยความสนุก ทุกคนเปิดใจและตั้งใจ ทำให้เกิดมุมมองที่หลากหลายขึ้น” 

คุณกมลวรรณ กล่าวเพิ่มเติมว่า วิธีการเรียนรู้ร่วมกันเช่นนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ช่วยจุดประกายให้เยาวชนหันมาสนใจและเข้าใจภาคการเกษตรมากขึ้น และในระยะยาวอาจนำไปสู่การกลับมารับช่วงต่อการทำสวนปาล์มของครอบครัว ด้วยมุมมองใหม่ที่ผสานทั้งความรู้ เทคโนโลยี และความยั่งยืนเข้าด้วยกัน

กิจกรรมกลุ่มการทำบัญชีฟาร์มเพื่อเสริมสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างเกษตรกรและเยาวชนให้เรียนรู้เรื่องการบริหารจัดการและวิเคราะห์ต้นทุน-ผลตอบแทน
จากการทำสวนปาล์มน้ำมัน

จากพื้นที่เรียนรู้ สู่ต้นแบบการศึกษา

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สมใจ หนูผึ้ง หัวหน้าสถานวิจัยและอาจารย์ประจำหลักสูตรเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ กล่าวว่า “มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญกับการเรียนรู้นอกห้องเรียน เพื่อให้นักศึกษาได้นำองค์ความรู้ไปเชื่อมโยงกับสถานการณ์จริง ความร่วมมือระหว่างหลักสูตรเศรษฐศาสตร์กับ GGC และ GIZ ภายใต้โครงการ SPOPP CLIMA จึงเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ลงพื้นที่ทำงานและเรียนรู้ร่วมกับเกษตรกรของวิสาหกิจชุมชนปาล์มน้ำมันภัทร อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่” ผศ.ดร.สมใจ เสริมว่า “การเรียนรู้ลักษณะนี้จะเกิดความต่อเนื่อง โดยนักศึกษากลุ่มนี้เมื่อขึ้นชั้นปีที่ 3 จะได้กลับมาทำกิจกรรมและต่อยอดการเรียนรู้ในพื้นที่อีกครั้ง เพื่อให้เข้าใจทั้งมิติทางเศรษฐศาสตร์และบริบทจริงของภาคการเกษตรอย่างลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น โครงการนี้ยังถือเป็นต้นแบบสำคัญที่มหาวิทยาลัยสามารถนำไปพัฒนาต่อยอดหลักสูตรเพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากสถานการณ์จริงและมีประสบการณ์ภาคปฏิบัติ นับเป็นแนวทางใหม่ที่มีคุณค่าและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการศึกษาในอนาคต”

บทบาทของภาคเอกชนในการขับเคลื่อนปาล์มน้ำมันยั่งยืน

นางสาวปานรดา วงศ์สุวรรณ ผู้จัดการส่วนหน่วยงานภาพลักษณ์องค์กรและกิจการเพื่อสังคม บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GGC) กล่าวในฐานะพันธมิตรหลักของโครงการ SPOPP CLIMA ว่า โครงการนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการขับเคลื่อนแนวคิด “ความยั่งยืน” ให้ก้าวข้ามจากกรอบทฤษฎีไปสู่การปฏิบัติจริง

ในปัจจุบัน ความยั่งยืนไม่ได้เป็นเพียงประเด็นเชิงนโยบายหรือกลยุทธ์ทางธุรกิจเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องที่ต้องเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของชุมชน และเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ ลงมือทำ และสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ โดยเฉพาะในภาคเกษตรกรรม ซึ่งกำลังเผชิญกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ส่งผลกระทบทั้งด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“สิ่งสำคัญคือการทำให้ความยั่งยืนไม่ใช่เพียงแนวคิด แต่เป็นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างภาคธุรกิจ เกษตรกร และเยาวชน เพื่อให้สามารถนำไปปรับใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันและในระบบการผลิตเพื่อช่วยยกระดับศักยภาพของเกษตรกรไทยและวางรากฐานให้คนรุ่นใหม่เข้าใจและมีบทบาทในการขับเคลื่อนภาคเกษตรสู่อนาคตที่ยั่งยืนและคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม

แกลอรี่

เอกสารที่เกี่ยวข้อง

วิดีโอ

Scroll to Top