เรื่องและภาพ: โครงการเสริมสร้างการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยต่อกฎหมายเพื่อการค้าอย่างยั่งยืนของสหภาพยุโรป
สินค้าส่งออกหลักของไทย เช่น ยางพารา น้ำมันปาล์ม และผลิตภัณฑ์ไม้ซึ่งมีมูลค่า การส่งออก รวมกว่า กว่า 5 หมื่นล้านบาทต่อปี กำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่จากกฎระเบียบการค้าใหม่ของสหภาพยุโรป (European Union หรือ อียู)
เพื่อรับมือกับความท้าทาย และสร้างพื้นที่และโอกาสทางการตลาดพร้อมศักยภาพในการแข่งขันในตลาดสินค้าเกษตรโลก องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ประจำประเทศไทย ร่วมกับ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (Thailand Environmental Institute : TEI) และ ได้ส่งมอบ “5 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย” ต่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนให้ภาคเกษตรไทยรอดพ้นความเสี่ยง และพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสในการยกระดับมาตรฐานสินค้าสู่เวทีสากล ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท
ปัจจุบัน สหภาพยุโรปได้บังคับใช้กฎระเบียบการตรวจสอบสถานะอย่างรอบด้าน (Due Diligence) เช่น กฎระเบียบของสหภาพยุโรปว่าด้วยสินค้าปลอดการทำลายป่า (EUDR) และข้อสั่งการด้านการตรวจสอบรอบด้านอย่างยั่งยืนขององค์กร (CSDDD) ซึ่งกำหนดให้ผู้ประกอบการในสหภาพยุโรปต้องพิสูจน์ความโปร่งใสทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนตลอดห่วงโซ่อุปทาน ในฐานะประเทศผู้ผลิตและอยู่ต้นน้ำของห่วงโซ่อุปทาน หากประเทศไทยไม่เร่งปรับตัวอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของเกษตรกรและขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก
ตลอดระยะเวลา 11 เดือนที่ผ่านมา โครงการเสริมสร้างการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยต่อกฎหมายเพื่อการค้าอย่างยั่งยืนของสหภาพยุโรป (Enhancing readiness of Thailand to facilitate sustainable trade and alignment with EU Due Diligence Regulations: FIT for FAIR project) ได้รวบรวมข้อมูล วิเคราะห์สถานการณ์ และทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกว่า 23 องค์กร ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สมาคมธุรกิจ สถาบันวิจัยและภาคประชาสังคม ผ่านกระบวนการพัฒนาข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย หรือ Policy Lab จนสามารถตกผลึกออกมาเป็น 5 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายหลัก ได้แก่:
- การตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability): ขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล เพื่อตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่อุปทาน ลดความเสี่ยงในการถูกกีดกันทางการค้า
- ความตระหนักรู้และการตรวจสอบด้านสิทธิมนุษยชน (Human Rights Due Diligence Awareness): มุ่งเน้น 6 นโยบายย่อย ตั้งแต่การตั้งทะเบียนแรงงานเกษตรนอกระบบ เพิ่มการคุ้มครองแรงงาน นำกลไกรับเรื่องร้องเรียนที่น่าเชื่อถือมาใช้ ไปจนถึงการรวมกลุ่มชาติพันธุ์และชุมชนท้องถิ่นเข้าสู่ระบบ
- การตรวจสอบสถานะด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Due Diligence): ส่งเสริมแนวปฏิบัติที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Eco-industrial) เสริมความเข้มแข็งในการจดทะเบียน SMEs และยกระดับมาตรฐานใบรับรองความยั่งยืน
- พัฒนาศักยภาพผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลัก (Enhance Competency): เพิ่มพูนทักษะด้านดิจิทัล (Digital Literacy) และการเตรียม “หลักฐานแสดงกระบวนการทำงาน” (Evidence of Procedures) เพื่อรองรับการตรวจสอบ
- ศูนย์ข้อมูลและคลินิกให้คำปรึกษา (Data Repository and Support Clinic): จัดตั้งคลังข้อมูลกลางและคลินิกช่วยเหลือผู้ประกอบการไทย ให้สามารถปฏิบัติตามกฎระเบียบได้อย่างถูกต้องและไร้รอยต่อ
ภายในพิธีประกาศและส่งมอบข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ซึ่งจัดขึ้น ได้รับเกียรติจาก มร. โยฮันเนส แคร์เนอร์ (Mr. Johannes Kerner) ที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจและการพาณิชย์ สถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย ได้กล่าวถ้อยแถลงถึงความคาดหวังของตลาดยุโรปว่า “ปัจจุบันยุโรปกำลังให้ความสำคัญกับ ความโปร่งใส ความน่าเชื่อถือของข้อมูล และความรับผิดชอบตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน พร้อมสะท้อนว่าการเตรียมความพร้อมเชิงนโยบายของไทยในวันนี้ จะช่วยให้ภาคธุรกิจไทยรักษาความสามารถในการแข่งขันและความเชื่อมั่นจากคู่ค้าในระยะยาว รวมถึงเปิดโอกาสให้สินค้าไทยก้าวสู่การค้าที่ยั่งยืนมากขึ้น”
ดร. ทีโม เมนนิเคน (Dr. Timo Menniken) ผู้อำนวยการ GIZ ประจำประเทศไทย ร่วมกล่าวถ้อยแถลงพิเศษ โดยเน้นว่า “แนวโน้มกฎระเบียบด้านการตรวจสอบสถานะของสหภาพยุโรปกำลังกลายเป็น ‘แนวปฏิบัติใหม่ของการค้าโลก” และประเทศไทยมีพื้นฐานที่แข็งแรง ทั้งด้านศักยภาพภาครัฐ–เอกชนและการพัฒนาเครื่องมือดิจิทัล แต่การเดินหน้าให้สำเร็จต้องอาศัย ความร่วมมือแบบเป็นระบบ และการลงทุนใน “ความพร้อมของผู้ประกอบการรายย่อยและเกษตรกร’ เพื่อไม่ให้เกิดการกีดกันผู้ที่อยู่ต้นน้ำ พร้อมย้ำว่า โครงการ FIT for FAIR Thailand มุ่งสนับสนุนการพัฒนาสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย (Enabling Environment) ให้การปรับตัวเกิดขึ้นได้จริงและเป็นธรรม”
จากนั้น ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ได้เป็นตัวแทนส่งมอบข้อเสนอแนะเชิงนโยบายฉบับสมบูรณ์ให้แก่
นายกฤษ อุตตมะเวทิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อนำไปบูรณาการเข้าสู่กรอบนโยบายระดับชาติต่อไป
ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) กล่าวย้ำว่า “ถ้าเราไม่ปรับตัววันนี้ ผู้ส่งออกไทยอาจสูญเสียโอกาสในตลาดยุโรปอย่างถาวร 5 นโยบายนี้คือแผนที่นำทางที่ชัดเจน ไม่ใช่แค่คำแนะนำ แต่คือก้าวแรกของการเปลี่ยนแปลงจริงข้อเสนอแนะเหล่านี้จะเป็นสะพานสำคัญที่ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย (Enabling Environment) ให้ผู้ประกอบการไทยปรับตัวได้อย่างราบรื่น ไม่เพียงแต่รักษาฐานลูกค้าเดิมในยุโรปไว้ได้ แต่ยังเป็นการจัดวางตำแหน่ง (Positioning) ให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางระดับโลกสำหรับการค้าที่ยั่งยืนและโปร่งใส”
สำหรับงานภาคบ่าย มีการเสวนาเจาะลึกหัวข้อ “ปลดล็อกการค้าแห่งอนาคต: เจาะลึกความพร้อมและแนวปฏิบัติ Due Diligence จากนโยบายสู่แปลงปลูก” โดยผู้เชี่ยวชาญจากภาครัฐและเอกชน อาทิ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) การยางแห่งประเทศไทย และ บมจ.ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ ที่มาร่วมเจาะลึกโมเดลความสำเร็จในการลงมือปฏิบัติจริง
เพื่อให้ข้อเสนอเชิงนโยบายทั้ง 5 ข้อเกิดผลในทางปฏิบัติ TEI และ GIZ ขอเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สมาคมธุรกิจ ผู้ประกอบการ SMEs ผู้ซื้อ/ผู้ส่งออก ตลอดจนองค์กรภาคประชาสังคมและเครือข่ายเกษตรกร ร่วมขับเคลื่อนการปรับตัวของห่วงโซ่อุปทานไทย ผ่านการดำเนินการสำคัญ อาทิ ร่วมพัฒนาแนวทางสนับสนุนเกษตรกรรายย่อยและ SMEs (เช่น) การอบรม การจัดทำหลักฐานกระบวนการทำงาน และเครื่องมือดิจิทัลที่เข้าถึงได้) เสริมกลไกรับเรื่องร้องเรียนและการเยียวยา ให้ใช้งานได้จริงในพื้นที่และเป็นที่เชื่อถือ ร่วมให้ข้อเสนอแนะต่อร่างมาตรการ/แนวปฏิบัติ เพื่อให้การปรับตัว “เป็นธรรมและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”
ดร.จีรนุช ศักดิ์คำดวง ผู้เชี่ยวชาญ และผู้จัดการโครงการ FIT for FAIR Thailand สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย แสดงความเชื่อมั่นว่า ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในวันนี้ จะเปลี่ยนความท้าทายจากกฎระเบียบโลก ให้เป็นโอกาสครั้งสำคัญในการยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในเวทีสากล
ผู้ประกอบการและหน่วยงานที่สนใจ สามารถดาวน์โหลดข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://drive.google.com/drive/folders/1528ZWIsSUpF0Nj55hDfElA25H6BtlmfP?usp=drive_link ■
เอกสารที่เกี่ยวข้อง
- เอกสารข้อเท็จจริงพื้นฐานเกี่ยวกับกฎระเบียบสหภาพยุโรปว่าด้วยสินค้าปลอดการทำลายป่า
- EUDR ความเข้าใจผิดกับความเป็นจริง (Myths vs. Reality)
- ข้อกำหนดสำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) กฎระเบียบสหภาพยุโรปว่าด้วยสินค้าปลอดการทำลายป่า (EUDR)
- กฎระเบียบสหภาพยุโรปว่าด้วยสินค้าปลอดการทำลายป่า (EUDR): สิ่งที่เกษตรกรรายย่อยประเทศที่สามจำเป็นต้องรับทราบ
- คำถามที่พบบ่อย: การดำเนินการตามกฎระเบียบของสหภาพยุโรปว่าด้วยสินค้าปลอดการทำลายป่า
- ภาคผนวกแนบท้ายหนังสือแจ้งคณะกรรมาธิการยุโรป: การอนุมัติเนื้อหาฉบับปรับปรุงของร่างประกาศคณะกรรมาธิการว่าด้วยเอกสารคำแนะนำสำหรับกฎระเบียบ (EU) 2023/1115 ว่าด้วยสินค้าปลอดการทำลายป่า (C/2024/6789)
- คู่มือสำหรับผู้ฝึกอบรม ห่วงโซ่อุปทานปลอดการทำลายป่า



















