17 ตุลาคม 2568

การเงินสีเขียว: อนาคตของการต่อยอดลงทุนเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภาคการผลิตข้าวไทย

นาย อาลูว โดฮอง Mr Alue Dohon) ผู้อำนวยการองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติสำนักงานภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (Director of FAO Regional Office for Asia and the Pacific) (กลาง) ถ่ายภาพหมู่ร่วมกับ นางสาวปทุมวดี อิ่มทั่ว อัครราชทูต (ฝ่ายเกษตร) ผู้แทนถาวรไทยประจำ FAO/IFAD/WFP ณ กรุงโรม (คนที่ 4 จากขวามือ) ร่วมกับเจ้าหน้าที่และผู้แทน จากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และผู้แทนจากหน่วยงานความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) และ Sustainabe Rice Platform ที่เวทีการลงทุนเพื่อการพัฒนาผ่านโครงการริเริ่มเพื่อความร่วมมือ ซึ่งจัดคู่ขนานไปกับเวทีที่ประชุมอาหารโลก (World Food Forum)

กรุงโรม, 17 ตุลาคม 2568 – ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ในฐานะหนึ่งในหน่วยงานภาคีหลักของโครงการเพิ่มศักยภาพการปลูกข้าวที่เท่าทันต่อภูมิอากาศ (Thai Rice: Strengthening Climate-Smart Rice Farming Project)  หรือ ไทย ไรซ์ จีซีเอฟ เตรียมเปิดตัวโครงการสินเชื่อสีเขียวและมาตรการสนับสนุนทางการเงินเพื่อเตรียมความพร้อมเกษตรกรรายย่อยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รับมือสภาวะโลกร้อน พร้อมเพิ่มผลผลิตข้าวและ สินค้าการเกษตรอย่างยั่งยืน

ที่เวทีการลงทุนเพื่อการพัฒนาผ่านโครงการริเริ่มเพื่อความร่วมมือ (Hand In Hand Initiative) นายสุธีร์ วิศิษฎ์วรากร ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารความเสี่ยง ธ.ก.ส. กล่าวว่า กว่า 5 ล้านครัวเรือนไทยอยู่ในภาคเกษตรกรรมและปลูกข้าวเป็นรายได้หลักของครอบครัว กำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายของสภาวะโลกร้อน ขณะเดียวกันวิถีเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมคือหนึ่งในปัจจัยทำที่ทำให้ปริมาณก๊าซเรือนกระจกในประเทศเพิ่มสูงขึ้น  

ข้าวผูกพันและหยั่งรากลึกอยู่ในวัฒนธรรมไทย ระบบเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้กับทั้งในระดับชุนชนไปจนถึงระดับ แต่วิถีการปลูกข้าวแบบดั้งเดิม ก็มีส่วนสำคัญต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มสู่ชั้นบรรยากาศ โดยเฉพาะก๊าซมีเทน หรือก๊าซไข่เน่าที่เกิดจากการขังน้ำเป็นระยะเวลานาน และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการเผาเศษวัสดุจากการเกษตร นี่คือเหตุผลว่าทำไมการลงทุนเพื่อเกษตรกรรมอัจฉริยะและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจึงมีความจำเป็นอย่างเร่งด่วน ข้าวยั่งยืน ต้องได้รับความสำคัญไม่ใช่เป็นแค่เพียงอาหารบนโต๊ะเท่านั้น แต่จะต้องเป็นตัวขับเคลื่อน การพัฒนาชุมชนที่เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในระยะยาวนายสุธีร์กล่าว

ธ.ก.ส.ในฐานะธนาคารของรัฐที่มีบทบาทตรงในการส่งเสริมพัฒนาการเกษตรของประเทศ อยู่ในระหว่างการเตรียมเปิดมาตรการสนับสนุนทางการเงิน ซึ่งประกอบไปด้วยเงินอุดหนุนสำหรับการทำนาที่เท่าทันต่อภูมิอากาศ  (Climate Smart Incentive หรือ CSI ) ซึ่งเป็นงบสนับสนุนจากกองทุนเพื่อภูมิอากาศสีเขียว  (Green Climate Fund หรือ GCF) และ สินเชื่อสำหรับการทำนาที่เท่าทันต่อภูมิอากาศ   (Climate Smart Loan หรือ CSL) โดยธ.ก.ส.จำนวน หนึ่งพันล้านบาท เพื่อช่วยให้เกษตรกรรายย่อยลูกค้าของธนาคารสามารถกู้ยืมเพื่อนำไปเป็นทุนสำหรับปรับเปลี่ยนวิถีเกษตรกรรมแบบเดิม เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องลดการใช้สารเคมี ปรับเปลี่ยนวิธีการปลูกข้าวแบบขังน้ำไว้ในท้องนาไปเป็นการปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้ง เป็นต้น เทคโนโลยีทางการเกษตรที่เท่าทันต่อภูมิอากาศ (Climate-Smart Agriculture) จะช่วยให้มีความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สามารถลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตและรายได้ ในขณะเดียวกันยังช่วยให้ประเทศไทยสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ประเทศกำหนดด้วย  

อนึ่ง องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ ได้จัดเวทีการลงทุนเพื่อการพัฒนาผ่านโครงการริเริ่มเพื่อความร่วมมือ (Hand-In-Hand Initiative) ให้เป็นเวทีคู่ขนานกับ เวทีอาหารระดับโลก (World Food Forum) เป็นประจำทุกปี เพื่อให้รัฐบาลของประเทศสมาชิก นำเสนอแผนการลงทุนกับกลุ่มนักลงทุนด้านเกษตรและอาหารทั่วโลก เพื่อเร่งการเปลี่ยนแปลงระบบเกษตรและอาหารเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

นายสุธีร์ วิศิษฎ์วรากร ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารความเสี่ยง ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร นำเสนอแนวทางกองทุนสีเขียวภายใต้โครงการเพิ่มศักยภาพการปลูกข้าวที่เท่าทันต่อภูมิอากาศ หรือ ไทยไรซ์ จีซีเอฟ ในเวที โครงการริเริ่มเพื่อความร่วมมือ (Hand-in-Hand Initiative) ในหัวข้อ “ข้าวยั่งยืนในภูมิภาคเอเชีย: กรณีศึกษาหลักสำหรับการลงทุน” (Sustainable Rice In Asia: A Prime Case for Investment)

โครงการไทยไรซ์ จีซีเอฟ ประสานความร่วมมือจากหลายภาคส่วน โดยได้รับทุนสนับสนุนจาก กองทุนภูมิอากาศสีเขียว กระทรวงเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (BMZ) ผ่านโครงการ develoPPP และทุนสมทบจากพันธมิตรจากภาคเอกชนในระดับนานาชาติ ได้แก่ เอโบรฟู้ดส์ (Ebro Foods) มาร์ส ฟู้ด (Mars Food) โอแลม อะกริ (Olam Agri) และเป๊ปซี่โค (PepsiCo) นอกจากนี้ยังผนึกความร่วมมือจากหลากหลายหน่วยงานเช่น กรมการข้าวและกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ การเกษตร (ธ.ก.ส.) สถาบันวิจัยข้าวระหว่างประเทศ (IRRI) และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ)

โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับเปลี่ยนวิถีการปลูกข้าวในประเทศไทยไปสู่การปลูกข้าววิถีใหม่ ผ่านการนำเทคโนโลยีทางการเกษตรที่เท่าทันต่อภูมิอากาศ (Climate-Smart Agriculture) มาปรับใช้เพื่อยึดถือเป็นแนวทางในการปลูกข้าวโดยคาดการณ์ว่า แนวทางนี้จะช่วย ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพิ่มผลผลิตทางการเกษตร เพิ่มรายได้และพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกร และส่งเสริมความเข้มแข็ง ของระบบนิเวศการตลาดในภาคการปลูกข้าว ในระยะเวลาการดำเนินโครงการ 5 ปี คือตั้งแต่พ.ศ. 2567 – 2571

โครงการนี้ยังมุ่งหวังส่งเสริมให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวสามารถเข้าถึงและนำ 10 เทคโนโลยีการเกษตรที่เท่าทันต่อภูมิอากาศมาปรับใช้ กับการจัดการพื้นที่นาและพื้นที่เกษตรของตนได้แก่ การจัดการน้ำระดับแปลงนา การปรับระดับพื้นที่นาด้วยระบบเลเซอร์ การจัดการน้ำ แบบเปียกสลับแห้ง การจัดการฟางและตอซัง การจัดการธาตุอาหารในนาข้าว การใช้พันธุ์ข้าวที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และสภาพภูมิอากาศ การหว่านหรือหยอดข้าวแห้ง การจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน ระบบการปลูกพืชที่มีข้าวเป็นพืชหลักและการใช้ข้อมูลพยากรณ์อากาศสำหรับการเพาะปลูก เทคโนโลยีเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิต ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ยังเสริมศักยภาพในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้อย่างยั่งยืน ผ่านการส่งเสริมการเกษตร  ตลอดจนการเข้าถึงช่องทางการสนับสนุน ทางการเงิน เพื่อประโยชน์ต่อทั้งเกษตรกรรายย่อย ครัวเรือน ชุมชนและภาคส่วนการปลูกข้าวไทยในระยะยาว

นายชิงเฟิง จาง   (Qingfeng Zhang) ผู้อำนวยการอาวุโสกลุ่มเกษตร อาหาร ธรรมชาติ และการพัฒนาชนบท เมือง น้ำ และภาคดิจิทัล ของธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (Asia Development Bank หรือADB)  กล่าวว่า ธนาคารมีแผนลงทุน  1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 4.8 หมื่นล้านบาท  ช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2568-2573 เพื่อช่วยเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรและส่งเสริมให้ภาคเกษตรปรับตัวให้พร้อมรับกับสภาวะโลกร้อน เพื่อยกระดับความยั่งยืนและห่วงโซ่เชิงพาณิชย์ของภาคการผลิตข้าวในภูมิภาคเอเชีย ปัจจุบันเอดีบีดำเนินการโครงการระยะเริ่มต้นแล้วในบังคลาเทศ กัมพูชา จีน ปากีสถานและฟิลิปปินส์  

นายจางยังกล่าวย้ำถึงความเป็นไปได้ในการพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิตสำหรับภาคการผลิตข้าวและการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในหลาย ๆ ประเทศในเอเชีย

นายเยน ซอธ  (Jens Soth) ผู้อำนวยการ Sustainable Rice Platform (SRP) เวทีความร่วมมือระดับโลกที่ส่งเสริมการผลิตและค้าข้าวอย่างยั่งยืน กล่าวว่าตลาดคาร์บอนเครดิต และเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio-economics) จะเป็นกุญแจสำคัญที่ขับเคลื่อนโอกาสการลงทุนโดยเฉพาะการนำเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาสร้างประโยชน์และเพิ่มมูลค่า ยกตัวอย่างเช่นการผลิตจานชามอาหาร ผ้าและสิ่งทอจากฟางข้าว ธุรกิจนวัตกรรมเหล่านี้จะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับห่วงโซ่การผลิตทางการเกษตรและช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศโลกในระยะยาว ■

เอกสารที่เกี่ยวข้อง

Scroll to Top