แปล: มัชฌิมา ทองเดชศรี / กลุ่มโครงการเกษตรและอาหาร GIZ ประจำประเทศไทย
กรุงเทพมหานคร และชัยนาท – อะไรคือปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวรายย่อยหลายล้านรายหันมาใช้แนวปฏิบัติด้านการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศ และใครจะเป็นผู้สนับสนุนเงินทุนสำหรับการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้
คำถามดังกล่าวเป็นเหตุผลที่ทำให้คณะผู้บริหารระดับสูงจาก ธนาคารเพื่อการเกษตรและการพัฒนาชนบทแห่งชาติของอินเดีย (National Bank for Agriculture and Rural Development: NABARD) เดินทางมายังประเทศไทยในเดือนพฤษภาคม 2569 เพื่อเข้าร่วมการศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เชิงเทคนิคภาคปฏิบัติ ซึ่งจัดโดย องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ประจำประเทศไทย ภายใต้ โครงการ BMZ-Carbon Offsetting Rice และ โครงการเพิ่มศักยภาพการปลูกข้าวที่เท่าทันต่อภูมิอากาศ (Thai Rice GCF)
การศึกษาดูงานครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือที่ระหว่าง GIZ อินเดีย GIZ ประจำประเทศไทย และ NABARD เพื่อประเมินและออกแบบโครงการขยายผลระดับภูมิภาคด้านห่วงโซ่คุณค่าข้าวที่ยั่งยืนและสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ โดยประสบการณ์ของประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาที่ให้บทเรียนอันทรงคุณค่าและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการดำเนินงานดังกล่าว
ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรภายหลังแลกเปลี่ยนมุมมองซึ่งกันและกัน เครดิตภาพ: กลุ่มโครงการเกษตรและอาหาร
ประเทศไทย: ต้นแบบการทำนาข้าวที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศ (Climate-Smart Rice)
ข้าวเป็นหัวใจสำคัญของความมั่นคงทางอาหารของอินเดีย โดยมีผลผลิตประมาณ 150 ล้านตันต่อปี จากพื้นที่เพาะปลูก 293.75 ล้านไร่ (47 ล้านเฮกตาร์) คิดเป็นประมาณ 28% ของผลผลิตข้าวทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ภาคการผลิตข้าวต้องแลกมาด้วยต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมที่สูง ระบบนาชลประทานใช้น้ำมากถึง 45%ของปริมาณน้ำเพื่อการชลประทานทั้งหมดของประเทศ ขณะที่การใช้ปุ๋ยอย่างเข้มข้นกำลังส่งผลกระทบต่อคุณภาพดินในหลายจังหวัดที่เป็นแหล่งปลูกข้าวสำคัญ
ปัจจุบัน สภาพแวดล้อมด้านนโยบายของอินเดียกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ การเงินเพื่อสภาพภูมิอากาศ (Climate Finance) ตลาดคาร์บอน (Carbon Market) และการเกษตรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ (Low-emission Agriculture ) กลายเป็นวาระแห่งชาติ และสถาบันต่าง ๆ เช่น NABARD กำลังได้รับบทบาทสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างทางการเงินเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว
ประเทศไทยได้เผชิญและจัดการกับความท้าทายเหล่านี้มาเป็นเวลาหลายปีแล้ว โครงการ Thai Rice GCFซึ่งดำเนินการโดยรัฐบาลไทยร่วมกับ GIZ และ สถาบันวิจัยข้าวระหว่างประเทศ (International Rice Research Institute: IRRI) ถือเป็นโครงการด้านการเงินเพื่อสภาพภูมิอากาศที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่มุ่งเน้นด้านข้าวโดยเฉพาะ โดยประสบความสำเร็จในการผสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการเงินระดับชาติ เพื่อขับเคลื่อนการนำแนวปฏิบัติด้านการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศไปใช้ในวงกว้าง
หัวใจสำคัญของรูปแบบดังกล่าวคือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ซึ่งได้พัฒนาเครื่องมือทางการเงินสีเขียว (Green Finance) สินเชื่อเพื่อการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศ และผลิตภัณฑ์บริหารความเสี่ยงที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับเกษตรกรรายย่อย
นาย ซันจีฟ โรฮิลลา (Sanjeev Rohilla) ผู้จัดการทั่วไปอาวุโส ฝ่ายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความยั่งยืน ของ NABARD กล่าวว่า “อินเดียและประเทศไทยมีโอกาสในการเรียนรู้จากประสบการณ์ของกันและกันในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการส่งเสริมการเกษตรอย่างยั่งยืน ผ่านความร่วมมือด้านการเงินเพื่อสภาพภูมิอากาศ ทั้งสองประเทศสามารถสร้างแรงจูงใจที่ส่งเสริมการปฏิบัติทางการเกษตรอย่างยั่งยืน เสริมสร้างความเป็นอยู่ของเกษตรกร และเร่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบอาหารที่มีความยืดหยุ่นและพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง หากเราสามารถนำบทเรียนเหล่านี้มาปรับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะเปิดโอกาสสำคัญให้แก่ NABARD และภาคการเกษตรในวงกว้างต่อไป”
สามวัน สามมิติแห่งการเรียนรู้
โครงการศึกษาดูงานระยะเวลา 3 วันในกรุงเทพมหานครและจังหวัดชัยนาท ได้รับการออกแบบเพื่อให้คณะผู้แทนจากอินเดียได้เห็นภาพรวมแนวทางการดำเนินงานของประเทศไทย ตั้งแต่นโยบายระดับชาติไปจนถึงการปฏิบัติจริงในพื้นที่
วันแรก: การเงินสีเขียวและนโยบายสภาพภูมิอากาศ
วันแรกเริ่มต้นด้วยการเยี่ยมชมสำนักงานใหญ่ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่กรุงเทพฯ โดยผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นโดยตรงกับทีมงานของธนาคารเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สินเชื่อเพื่อการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศ และกลไกจูงใจต่าง ๆ ที่ประสบความสำเร็จในการส่งเสริมให้เกษตรกรนำแนวปฏิบัติด้านการเกษตรที่ยั่งยืนไปใช้
ในโอกาสเดียวกันนี้ ผู้แทนจาก NABARD ยังได้นำเสนอรูปแบบการเงินเชิงปฏิรูปสำหรับภาคการเกษตรและการพัฒนาชนบทของอินเดีย ซึ่งช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในลักษณะสองทางอย่างแท้จริง
คณะผู้แทนได้เข้าพบเจ้าหน้าที่จาก กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อหารือเกี่ยวกับบทบาทของประเทศไทยในฐานะ หน่วยงานประสานงานแห่งชาติ (National Designated Authority: NDA) ของกองทุนสภาพภูมิอากาศสีเขียว (Green Climate Fund) รวมถึงกรอบนโยบายที่สนับสนุนระบบการเงินเพื่อสภาพภูมิอากาศของประเทศ
วันที่สอง: เรียนรู้จากพื้นที่จริงในจังหวัดชัยนาท
ในวันที่สอง คณะผู้แทนเยี่ยมชมแหล่งปลูกข้าวที่จังหวัดชัยนาท ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร อำเภอสรรคบุรี ผู้เข้าร่วมได้พบกับนายบุญฤทธิ์ หอมจันทร์ เกษตรกรรายย่อยผู้นำนวัตกรรมการเกษตรมาสู่การปฏิบัติ ผ่านการใช้เทคโนโลยี Smart Tube สำหรับการออกแบบจัดการน้ำด้วยวิธีเปียกสลับแห้ง (Alternate Wetting and Drying: AWD) นวัตกรรมดังกล่าวเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของเทคโนโลยีต้นทุนต่ำที่ผ่านการพิสูจน์แล้วว่าสามารถลดการใช้น้ำและลดการปล่อยก๊าซมีเทนจากนาข้าวได้ โดยไม่เพิ่มความซับซ้อนหรือภาระต้นทุนให้กับเกษตรกรรายย่อย
นายบุญฤทธิ์ กล่าวว่า “การนำวิธีการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง (AWD) มาใช้ ช่วยให้ผมเห็นผลการประหยัดน้ำได้อย่างชัดเจน โดยยังคงรักษาระดับผลผลิตข้าวไว้ได้ ทำให้สามารถใช้น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นและลดต้นทุนการผลิตลง”
ในช่วงท้ายของวัน คณะผู้แทนได้เยี่ยมชม ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สาขาจังหวัดชัยนาท เพื่อศึกษาว่าผลิตภัณฑ์การเงินสีเขียวในระดับประเทศถูกนำไปใช้ในการปล่อยสินเชื่อในพื้นที่ชนบทอย่างไร ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญที่กำหนดว่าเกษตรกรจะสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศได้จริงหรือไม่
วันที่สาม: เทคโนโลยีและอนาคตของการเงินเพื่อการเกษตร
คณะผู้แทนเข้าร่วมงาน AgriTechnica Asia & Hortex 2026 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC) กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในงานแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตรชั้นนำของเอเชีย
นาย ซันจีฟ โรฮิลลา (Sanjeev Rohilla) ผู้จัดการทั่วไปอาวุโส ฝ่ายปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศและความยั่งยืนของ NABARD และ ดร. วี. บี. ชังการ์ อดิมูลัม (V. B. Shankar Adimulam) ผู้จัดการทั่วไปอาวุโส ฝ่ายพัฒนาภาคเกษตรของ NABARD ได้ร่วมเป็นวิทยากรในเวทีผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค ร่วมกับผู้แทนจาก BAAC Rabobank และ GIZ ในหัวข้อ “การเงินเพื่อการเกษตรสำหรับการทำเกษตรที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศ”
โครงการศึกษาดูงานปิดท้ายด้วยการนำเสนอเชิงลึกเกี่ยวกับ โครงการ GCF Thai Rice เพื่อให้คณะผู้แทนจากอินเดียเข้าใจอย่างละเอียดถึงโครงสร้าง การจัดหาเงินทุน และกลไกการดำเนินงานของโครงการ
เชื่อมโยงการเงิน คาร์บอน และการขยายผลในวงกว้าง
ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาตลอดการศึกษาดูงานครั้งนี้ คือ ความท้าทายและโอกาสในการเชื่อมโยง การเงินเพื่อสภาพภูมิอากาศ (Climate Finance) เข้ากับ กลไกตลาดคาร์บอน (Carbon Market) และระบบติดตาม รายงาน และทวนสอบผลการดำเนินงาน (Monitoring, Reporting and Verification: MRV)
ประสบการณ์ของประเทศไทยแสดงให้เห็นว่าองค์ประกอบเหล่านี้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสามารถถูกวัดผล ตรวจสอบ และพัฒนาไปสู่การเชื่อมโยงกับกลไกตลาดคาร์บอน ซึ่งช่วยสร้างแหล่งรายได้เพิ่มเติมและเพิ่มแรงจูงใจให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนแนวทางการผลิตไปสู่ความยั่งยืน
การศึกษาดูงานครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้โครงการ Climate Adaptation, Resillience and Climate Finance II(CAFRI II) ดำเนินงานโดย GIZ India ในนามของ กระทรวงความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาแห่งสหพันธรัฐเยอรมนี (BMZ) โดยได้รับความร่วมมืออย่างใกล้ชิดจาก โครงการ CORE ดำเนินงานโดย GIZ ประจำประเทศไทย และโครงการ Thai Rice GCF ภายใต้โครงการ develoPPP ■