16 กันยายน 2569

สิงคโปร์-ไทยเดินหน้าขับเคลื่อนความร่วมมือด้านคาร์บอนเครดิต ส่งเสริมการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง ปลดล็อคการลงทุน-ถ่ายโอนผลการลดก๊าซเรือนกระจกระหว่างประเทศ

เรื่องและภาพ: ชวัลรัตน์ ตรีวิมล / กลุ่มโครงการเกษตรและอาหาร GIZ ประจำประเทศไทย

ซ้าย: คณะผู้แทนจากสิงคโปร์และผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์แสดงความสนใจร่วมกันต่อโครงการที่กำลังดำเนินอยู่เกี่ยวกับการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง ณ ศาลากลางจังหวัดนครสวรรค์ ขวา: นายประยูร แตงทรัพย์ ประธานกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวสามัคคีพันธุ์ ให้การต้อนรับด้วยการแสดงการใช้ท่อ Pani Pipe พร้อมนำชมโรงสีข้าวและแปลงนาตัวอย่างในพื้นที่ เครดิตภาพ: สำนักงานเกษตรจังหวัดนครสวรรค์

คณะผู้แทนภาครัฐและเอกชนของสิงคโปร์ลงพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ ศึกษาดูงานการผลิตข้าวที่เท่าทันต่อภูมิอากาศด้วยวิธีการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง พร้อมส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยี การลงทุนและกลไกตลาดเพื่อปลดล็อคการถ่ายโอนผลการลดก๊าซเรือนกระจกระหว่างประเทศ (Internationally Transferred Mitigation Outcomes: ITMOs) ตามข้อตกลงทวิภาคีเพื่อเร่งบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ของทั้งสองประเทศ

ซ้าย: คณะผู้แทนจากสิงคโปร์ลงพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้การทำนาลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกร่วมกับเกษตรกร ขวา: แปลงนาตัวอย่างของนายประยูร แตงทรัพย์ ต.ยางขาว อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์

นับเป็นครั้งแรกที่คณะผู้แทนจากสิงคโปร์ประกอบด้วยผู้แทนจากกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมสิงคโปร์ (Ministry of Trade and Industry, Singapore) องค์การวิสาหกิจสิงคโปร์ (Enterprise Singapore) องค์การสิ่งแวดล้อมแห่งชาติสิงคโปร์ (National Environment Agency) และภาคเอกชน ได้มีโอกาสเข้าพบกับผู้บริหารระดับจังหวัดและหน่วยงานภาคการเกษตรที่ศาลากลางจังหวัดนครสวรรค์ ผู้แทนจากภาครัฐ-เอกชนและชุมชนจากภาคการผลิตข้าวในประเทศไทย เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับโครงการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน การผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ และแนวทางลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่กำลังดำเนินการในพื้นที่

นอกจากนี้ คณะผู้แทนฯ ยังได้ลงพื้นที่ อ.พยุหะคีรี ศึกษาการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง (Pani Pipe) เพื่อบริหารจัดการน้ำในพื้นที่จริง และการผลิตไบโอชาร์จากฟางข้าว เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรหลังการเก็บเกี่ยวแทนการเผา โดยองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ประจำประเทศไทย เป็นผู้ดำเนินงาน สามโครงการในพื้นที่ศึกษาดูงานครั้งนี้ ได้แก่ 1.โครงเพิ่มศักยภาพการปลูกข้าวที่เท่าทันต่อภูมิอากาศ (Thai Rice GCF) 2.โครงการความร่วมมือไทย-เยอรมันด้านพลังงาน คมนาคม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Thai German Cooperation Project on Energy, Mobility and Climate: TGC EMC) และ 3. โครงการตลาดคาร์บอนโลก (Regional Collaboration on Global Carbon Market: RC-GCM) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีผ่านแผนงานปกป้องสภาพภูมิอากาศระดับสากล (International Climate Initiative: IKI)

นางชุติพร เสชัง ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ กล่าวว่า จังหวัดนครสวรรค์มีความภูมิใจที่ได้เป็นต้นแบบด้านเกษตรที่เท่าทันต่อภูมิอากาศ ความร่วมมือกับ GIZ แสดงให้เห็นว่าแนวปฏิบัติทางการเกษตรในระดับท้องถิ่นสามารถสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจกในระดับโลกได้โดยตรง พร้อมทั้งเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้แก่เกษตรกรในพื้นที่

นางเอสเธอร์ แทน รองผู้อำนวยการฝ่ายการค้าจากองค์การวิสาหกิจสิงคโปร์ได้แสดงความสนใจในการขับเคลื่อนการปลูกข้าวที่ยั่งยืนและเท่าทันต่อสภาพภูมิอากาศ เครดิตภาพ: สำนักงานเกษตรจังหวัดนครสวรรค์

นางเอสเธอร์ แทน รองผู้อำนวยการฝ่ายการค้าจากองค์การวิสาหกิจสิงคโปร์กล่าวว่า  “การเยือนครั้งนี้ นับเป็นโอกาสอันมีค่าที่ทำให้เข้าใจว่า การนำนวัตกรรมการผลิตข้าวที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศมาปรับใช้นั้น จำเป็นต้องอาศัยการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันของชุมชนท้องถิ่น การแลกเปลี่ยนในลักษณะนี้ ช่วยส่งเสริมการแบ่งปันองค์ความรู้และการสานเสวนาระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ในขณะที่ไทยและสิงคโปร์กำลังร่วมกันแสวงหาโอกาสความร่วมมือในตลาดคาร์บอนภายใต้มาตรา 6.2 ของความตกลงปารีส ทั้งนี้ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้ร่วมมือกับพันธมิตรที่มีวิสัยทัศน์เดียวกันในระบบนิเวศคาร์บอน เพื่อสนับสนุนนวัตกรรม การลงทุน และการเติบโตอย่างยั่งยืนที่จะสร้างประโยชน์ร่วมกันให้แก่ทั้งสองประเทศ”

ประเทศไทยและประเทศสิงคโปร์ ร่วมลงนามในข้อตกลงด้านคาร์บอนเครดิตระหว่างประเทศ ตามมาตรา 6.2 (Article 6.2) ภายใต้กลไกข้อ 6 (Article 6) ของความตกลงปารีส เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2568 เป็นความตกลงทวิภาคีด้านคาร์บอนเครดิตฉบับแรกที่สิงคโปร์ทำร่วมกับประเทศในกลุ่มอาเซียน (ASEAN)เนื้อหาสำคัญของข้อตกลงทวิภาคีนี้ คือเปิดโอกาสให้ทั้งสองประเทศสามารถดำเนินการซื้อขายและถ่ายโอนผลการลดก๊าซเรือนกระจกระหว่างประเทศ (Internationally Transferred Mitigation Outcomes: ITMOs) โดยมีการกำหนดระบบบัญชีและการปรับปรุงข้อมูลที่สอดคล้องกัน (Corresponding Adjustments) เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการนับยอดการลดคาร์บอนซ้ำซ้อน (Double Counting) ระหว่างสองประเทศ ส่งเสริมมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกภายในประเทศ และขับเคลื่อนไปสู่การบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emissions) ควบคู่ไปกับการสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมจากการดำเนินงานอย่างยั่งยืน  ■

Scroll to Top