22 พฤษภาคม 2569

นโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียนสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการอาเซียนเอสเอ็มอีเพิ่มมูลค่าให้วัสดุเหลือใช้ทางเกษตรยกระดับผลิตภัณฑ์สู่ตลาดสากล

เรื่องโดย อภิรดี ตรีรัตน์เกื้อกูล

ฟางข้าวปลอดสารที่นำเข้าสู่กระบวนการผลิตเยื่อกระดาษคุณภาพสูงโดยใช้พลังงานและสารเคมีน้อยลงเพื่อลดผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

อ.เวียงชัย จ.เชียงราย ฤดูกาลหลังเก็บเกี่ยว คือช่วงเวลาที่เกษตรกรมักจะหมดไปกับการจัดการฟางข้าวและตอซัง เช่นเดียวกับที่วิสาหกิจชุมชนเวียงชัย ที่สมาชิกเกษตรรายย่อยเพิ่งเสร็จสิ้นกับภารกิจผลิตเยื่อกระดาษจากฟางข้าวหอมมะลิที่ปลูกและเก็บเกี่ยวมาตลอดทั้งปี

เยื่อกระดาษที่ผลิตได้ครั้งนี้มีปริมาณประมาณ 400 กิโลกรัม เยื่อกระดาษล็อตนี้พร้อมที่จะนำไปจำหน่ายต่อให้กับลูกค้าผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ นั่นหมายถึง รายได้เสริมที่สมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเวียงชัยจะได้รับนอกเหนือจากการปลูกข้าว  นายมณฑล วงษ์ผัด ผู้จัดการโรงงานกล่าวพร้อมอธิบายกระบวนการผลิตเยื่อกระดาษให้กับกลุ่มผู้ศึกษาดูงานจากประเทศสมาชิกสมาคมอาเซียน ที่เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียนจากภาคเกษตรและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ทีมประเทศไทย ในฐานะประเทศผู้ผลิตข้าวนำร่องแบ่งปันประสบการณ์ขับเคลื่อนการเกษตรที่ยั่งยืนให้กับผู้แทนจากประเทศสมาชิกอาเซียนที่เข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ เพราะฟางข้าวคือวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่เป็นปัญหาหลัก หากไม่ได้รับการจัดการที่ดี เกษตรกรก็มักจะเลือกใช้วิธีเผากำจัดที่ส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ สุขภาพและเป็นมลพิษ

โครงการส่งเสริมห่วงโซ่คุณค่าทางการเกษตรอย่างยั่งยืนในภูมิภาคอาเซียน (ASEAN AgriTrade II)  และโครงการ อาเซียน- เยอรมันเพื่อนำร่องการใช้ประโยชน์จากฟางข้าวอย่างยั่งยืนในพื้นที่อำเภอเวียงชัย ได้สร้างพื้นที่ให้กับเกษตรกรรายย่อยต้นน้ำ และผู้ประกอบการในห่วงโซ่การผลิตข้าวได้ทำงานร่วมกันและสามารถสร้างรายได้เสริม พร้อมช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิตข้าว

“นวัตกรรมการใช้ประโยชน์จากฟางข้าวช่วยให้เกษตรกรรายย่อยต้นน้ำสามารถสร้างรายได้ที่ดีขึ้นและยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขณะเดียวกันผู้ประกอบการปลายน้ำยังสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว-ชีวภาพ-หมุนเวียน หรือ BCG ได้อย่างเป็นรูปธรรม” นายอาร์วิน นารูลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อูรมัต จำกัด กล่าว

ผู้แทนจาก GIZ และบริษัทอูรมัต จำกัด ถ่ายภาพร่วมกันในการเปิดตัวข้อตกลงความร่วมมือเพื่อการผลิตเยื่อกระดาษจากฟางข้าวด้วยนวัตกรรม

ในฐานะผู้ประกอบการเพื่อสังคมที่ได้รับการรับรองมาตรฐานการผลิตข้าวออร์แกนิคและผลิตภัณฑ์จากข้าว บริษัทอูรมัต ร่วมมือกับ GIZ ชุมชน และเกษตรกรรายย่อย เพื่อนำฟางข้าวมาสร้างประโยชน์ด้วยนวัตกรรม

รองศาสตราจารย์ วิรงรอง ทองดีสมบูรณ์ รองคณบดี/อาจารย์ ภาควิชาเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
กำลังสาธิตการผลิตเยื่อกระดาษจากฟางข้าวช่วงกิจกรรมอบรม

โครงการได้ส่งมอบเครื่องผลิตเยื่อกระดาษจากฟางข้าวให้กับวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์เชียงราย โดยบริษัทอูรมัตรับผิดชอบจัดหา
ผู้เชี่ยวชาญและการสนับสนุนเชิงเทคนิคการผลิตเยื่อกระดาษจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงในช่วงระยะเริ่มต้นของโครงการ เพื่อทำงานร่วมกับเกษตรกร และช่วยดูแลเรื่องกระบวนการผลิตฟางข้าวแบบชีวภาพ

ภายหลังจากเก็บเกี่ยว สมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนจะนำฟางข้าวมาขาย สมาชิกแต่ละคนจะได้รับเงิน 5,000 บาทจากฟางข้าวหอมมะลิออร์แกนิค ที่เก็บได้จากแปลงนาในพื้นที่ 10 ไร่  นายอาร์วินกล่าวว่า กำลังการผลิตเยื่อกระดาษจากฟางข้าวช่วงทดลองอยู่ที่ประมาณ  3 ตันต่อวัน และมีแผนจะเพิ่มกำลังการผลิตเยื่อกระดาษจากฟางข้าวให้ได้ถึง10 ตันต่อวันภายในปีหน้า ตามแผนและเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโครงการ

นายอาร์วินกล่าวเพิ่มเติมว่า กระบวนการผลิตเยื่อกระดาษยังสามารถสกัดเอาผลิตภัณฑ์ก๊าซชีวภาพ และคาร์บอนไดออกไซด์ ออกมาใช้ประโยชน์กับกระบวนการผลิตและสีข้าวของโรงงานได้อีกด้วย นับเป็นการช่วยลดการใช้พลังได้อีกทางหนึ่ง

ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงกับเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่ออนาคต

ใกล้ ๆ กับเชียงรายคือ จังหวัดเพื่อนบ้านหัวเมืองภาคเหนืออย่างเชียงใหม่ ที่นั่นมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่นำเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาสร้างประโยชน์ด้วยนวัตกรรมส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ปาป้า เปเปอร์/พัล พลัส คือผู้ประกอบการรายย่อยเพื่อสังคมที่เติบโตมากับธุรกิจทำกระดาษสาของครอบครัว นายธนากร สุภาษา เห็นผู้เป็นบิดาซื้อเศษวัสดุจากการเกษตรอย่าง หยวกกล้วย กากอ้อยและกาแฟจากเกษตรกรรายย่อยตั้งแต่ยังเด็ก

เมื่อต้องรับไม้ต่อจากผู้เป็นบิดา ธนากรต้องการยกระดับธุรกิจของครอบครัวให้ตอบโจทย์ต่อภาวะปัจจุบัน ในขณะเดียวกันก็มีความตั้งใจอยากให้ประโยชน์เกิดขึ้นกับชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม เขากล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและปัญหามลพิษที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ ทำให้เกิดทั้งปัญหาโลกร้อนและสาธารณสุข ในฐานะสตาร์ทอัพ เราสามารถสร้างแบรนด์สินค้า เพื่อเชื่อมต่อธุรกิจกับชุมชนเข้าด้วยกัน พร้อมให้นวัตกรรมเปลี่ยนขยะและวัสดุเหลือใช้จากภาคเกษตรไปเป็นเส้นใยเพื่อการผลิตบรรจุภัณฑ์ สร้างผลตอบแทนและรายได้ให้กับครัวเรือนเกษตรได้มากขึ้นและยังช่วยเรื่องสุขภาพของเกษตรกรด้วย

เทคโนโลยีที่มาจากพื้นฐานการวิจัยช่วยให้สตาร์ทอัพและผู้ประกอบการสังคมสามารถผลิตบรรจุภัณฑ์ที่ทำจากซังข้าวโพด ฟางข้าว หรือหยวกกล้วยได้ นวัตกรรมยังช่วยให้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเหล่านี้มีคุณสมบัติกันน้ำและทนไฟ มีความทนทานและตอบโจทย์ปัญหาหลายอย่าง หลังจากสร้างแบรนด์มาได้ 5 ปี แบรนด์บรรจุภัณฑ์ ปาปา เปเปอร์/พัลพลัส ได้รับการยอมรับทั้งตลาดออนไลน์และออฟไลน์ และยังได้รับรางวัลจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมไทย แบรนด์ยังได้รับเลือกให้เข้าร่วมงาน Viva Tech งานสำคัญของบรรดาสตาร์ทอัพและเทคโนโลยีนวัตกรรมที่ใหญ่ที่สุดในทวีปยุโรป

ผลิตภัณฑ์อัพไซคลิง (Upcycling) ผลงานสร้างสรรค์ที่ได้รับรางวัลและนำไปจัดแสดงที่งาน Viva Tech ประเทศฝรั่งเศส เมื่อเร็ว ๆ นี้ (เครดิตภาพ: ปาปา เปเปอร์ / พัล พลัส )

นายธนกร และทีมงานยังได้ขยายธุรกิจไปครอบคลุมผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์รวมทั้งเสื้อผ้าและกระเป๋า “ธุรกิจสีเขียวไม่ใช่ทางเลือกแต่เป็นอนาคตที่ทุกคนต้องเข้ามามีส่วนร่วม นางสาวเอริกะ มนูธรรม ประธานผู้บริหารของปาปา เปเปอร์ / พัล พลัส

อย่างไรก็ตาม ด้วยกฎและระเบียบใหม่ เช่นกฎหมายว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่ากฎหมายขยะบรรจุภัณฑ์ กฎเกณฑ์เรื่องผลิตภัณฑ์เพื่อความยั่งยืนและการออกแบบที่เป็นมิตรกับส่งแวดล้อม  ฯลฯ  ล้วนเป็นกฎเกณฑ์ข้อบังคับที่ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ควรเรียนรู้และให้ความสำคัญ เพื่อให้ธุรกิจสามารถปรับตัวกับความเปลี่ยนแปลงและเพื่อความยั่งยืนของกระบวนการและห่วงโซ่การผลิต โดยไม่ลดทอนความสร้างสรรค์หรือคุณภาพของผลิตภัณฑ์

นางพจมาน วงศ์สง่า ในฐานะหัวหน้ากลุ่มโครงการภูมิภาคของ ASEAN AgriTrade กล่าวว่า การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ผ่านมุมมองของผู้ประกอบการ สตาร์ทอัพ เอสเอ็มอี ที่มีส่วนสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนภาคเกษตรไปสู่นโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างสร้างสรรค์ด้วยนวัตกรรม โครงการได้สร้างพื้นที่เพื่อการเจรจาและสร้างความร่วมมือ เพื่อช่วยเชื่อมโยงความร่วมมือและหุ้นส่วนภาครัฐเอกชนเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนทางออกที่ยั่งยืนให้กับภาคเกษตรทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาคต่อไป

ดอยตุง กับ โมเดลลดขยะให้เป็นศูนย์

สถานีรีไซเคิลขยะของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง

ประเทศไทยผลิตขยะมากถึง 27 ล้านตันต่อปี ส่วนใหญ่เป็นขยะพลาสติก หากขาดการจัดการที่เหมาะสมก็จะนำมาสู่ปัญหาสิ่งแวดล้อม เกิดความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพและทำให้เกิดผลกระทบกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปล่อยก๊าซมีเทนสู่ชั้นบรรยากาศ

ด้วยปัจจัยเหล่านี้ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงจึงได้นำแนวทางจัดการขยะและฝังกลบขยะให้เป็นศูนย์ (Zero Waste Model) มาปรับใช้อย่างเป็นรูปธรรม และนำแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียนมาบูรณาการ ทำให้สามารถคัดแยกขยะได้มากถึง 44 กลุ่ม มูลนิธิสามารถนำขยะออร์แกนิคมาทำปุ๋ยและอาหารแมลงวันลาย และเปลี่ยนเป็นก๊าซชีวภาพ ส่วนขยะจากวัสดุรีไซเคิล เช่นพลาสติก แก้ว กระดาษ เหล็ก สามารถนำมาเปลี่ยนเป็นพลังงานเพื่อใช้หมุนเวียนในโครงการพัฒนาดอยตุง และโรงงานซีเมนต์ที่ลำปาง

ดร.ธนพงศ์ ดวงมณี ผู้อำนวยการด้านนโยบายสิ่งแวดล้อม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงกล่าวว่า ดอยตุง Zero Waste โมเดล คือต้นแบบที่สามารถนำไปปฏิบัติใช้ได้จริง เน้นแยกขยะจากต้นทาง คือตั้งแต่ร้านอาหาร พื้นที่ท่องเที่ยว และโรงงาน เพื่อลดการฝัง คัดแยกขยะอย่างละเอียดจากศูนย์แยกขยะดอยตุงก่อนที่จะนำไปรีไซเคิลหรือใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่าง ๆ

โครงการรับแคปซูลกาแฟมารีไซเคิล และเปลือกถั่วแมคคาเดเมียเพื่อนำไปทำพลังงานชีวภาพ / ภาพประกอบ

ทีมงานของมูลนิธิจะนำผงกาแฟและกากกาแฟที่ใช้แล้วมาทำปุ๋ย ถ้วยกาแฟที่ใช้แล้วจะนำไปใช้ทำกล่องของขวัญ เปลือกถั่วแมคาเดเมียที่เหลือ กระดาษสา และเศษผ้าจะนำไปเป็นทางเลือกสำหรับผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (LPG) และพลังงานชีวภาพ เพื่อนำมาเข้าสู่กระบวนการทำน้ำร้อนละไอร้อนสำหรับโรงงานผลิตแมคาเดเมีย กระดาษสา ย้อมผ้าและเซรามิค  กลไกที่ขับเคลื่อนด้วยชุมชนเพื่อสานพลังให้ชุมชนคือแกนหลักของการปกป้องสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนของชุมชน

แพ็คเกจของขวัญที่ทำจากกระดาษสาและเศษผ้าที่เหลือใช้ ภาพประกอบ ร้านค้าดอยตุง Official

ผลงานของมูลนิธิได้รับการยอมรับในฐานะหน่วยงานที่สามารถจัดการขยะได้อย่างครบวงจรเพื่อสิ่งแวดล้อม และได้รับรางวัลระดับยอดเยี่ยมทั้ง G-Green Production Awards สำหรับผลิตภัณฑ์ผ้าและเซรามิค รางวัล Design Excellence Award (Demark) พ.ศ. 2563 และรางวัล Prime Minister’s Export Award ปี พ.ศ. 2564

 ด้วยผลงานเหล่านี้ทำให้มูลนิธิได้รับการยอมรับและเป็นศูนย์เรียนรู้สำหรับองค์กรในประเทศและนานาชาติ มีสถาบันการศึกษาและผู้สนใจหาแนวทางการจัดการขยะเข้ามาเยี่ยมชมและศึกษาแนวทางของมูลนิธิฯอยู่เป็นประจำ

เอกสารที่เกี่ยวข้อง

Scroll to Top